ซ่งจิ่งชวนพูดด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยว่า “ไม่มีทางหรอก ตอนนี้ยัยนั่นน่าจะยังโง่ไปตระเวนหาไวน์ดี ๆ ให้ผมตามโรงบ่มไวน์ใหญ่ ๆ อยู่ แต่ไวน์นี้ผมซื้อมาเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ก็คือไวน์ที่เราเพิ่งดื่มไขว้แขนกันไปเมื่อกี้นี้ไง”
“อุ๊ย พี่จิ่งชวน พี่นี่ช่างร้ายกาจจริง ๆ เลยนะคะ”
……
เสียงพูดคุยหยอกล้อกันของชายหญิงราวกับเป็นหนามแหลมนับไม่ถ้วนที่ทิ่มแทงเข้ามาที่หัวใจของกู้จือหลิงในเวลาเดียวกัน
เธอยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเรือนหอของเธอกับซ่งจิ่งชวน นิ้วของเธอกำลังแตะอยู่ที่ร่องประตู
แต่เธอไม่ได้ผลักประตูเปิดออก แล้วก็ไม่ได้บุกเข้าไปเปิดโปงความโสมมและอาละวาดอย่างคลุ้มคลั่งแต่อย่างใด
ต่อให้เธอจะเข้าไป แล้วมันยังไง เธอมองอะไรไม่เห็นสักอย่าง ความสกปรกของสิ่งที่อยู่ข้างในไม่อาจแปดเปื้อนดวงตาของเธอได้ มีเพียงหัวใจของเธอเท่านั้นที่แปดเปื้อนไปหมดแล้ว
เพราะ......เธอตาบอด เวลานี้เธอกลายเป็นคนโง่เขลาไปอย่างสิ้นเชิงแล้วก็ว่าได้
เมื่อหนึ่งปีก่อน เธอลงภูเขาไปค้นหาสูตร ‘โซลมิสต์’ แล้วบังเอิญที่ซ่งจิ่งชวนที่เป็นหัวหน้าตระกูลผู้ผลิตน้ำหอมกำลังถูกรถสีดำหลายคันไล่ล่าอยู่ เธอจึงเสี่ยงชีวิตไปช่วยเขา ทำให้เธอสูญเสียการมองเห็นตาทั้งสองข้างไป
ซ่งจิ่งชวนคุกเข่าลงตรงหน้าเธอและให้คำมั่นสัญญาว่า เขาจะยอมถวายชีวิตตอบแทนเธอด้วยการคอยดูแลเธอไปตลอดชีวิต
กู้จือหลิงวัยสิบเก้าปีไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องความรักเลย แต่เธอกลับตกหลุมรักซ่งจิ่งชวนตั้งแต่แรกเห็น
อุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เธอได้เจอซ่งจิ่งชวน
กู้จือหลิงถือขวดไวน์แดงที่เธอมุมานะบากบั่นซื้อมาในราคาแพงเอาไว้ในมือ แล้วก็ค่อย ๆ หันหลังกลับ ใช้ไม้เท้าวางค้ำเตรียมจะเดินจากไป
แต่แล้วเธอกลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาอีกครั้ง “เหยาเหยา คนที่ผมอยากแต่งงานด้วยมาตลอดก็คือคุณนะ พรุ่งนี้ผมไม่มีทางแต่งงานกับคนตาบอดอย่างกู้จือหลิงเด็ดขาด”
“ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้จมูกของเธอดี มีประโยชน์ต่อธุรกิจน้ำหอมของผม ผมก็คงไม่ฟังคำแนะนำของพ่อเก็บคนไร้ประโยชน์อย่างเธอ อีกอย่างเธอก็เป็นลูกนอกสมรสที่ถูกครอบครัวของคุณส่งไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในชนบท เธอโชคร้ายมาตั้งแต่เกิด เทียบกับคุณที่เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์สายเลือดตรงของตระกูลกู้ไม่ได้เลยสักนิด แล้วเธอจะคู่ควรกับผมได้ยังไงล่ะ”
“จริงสิ ผมแพ้พนันกับคุณชายเพลย์บอยตระกูลลู่มา ผมก็เลยขายเธอให้เขาใช้หนี้ไปแล้ว พรุ่งนี้รอชมละครสนุก ๆ ได้เลย”
ใบหน้าเล็ก ๆ ที่สะสวยของกู้จือหลิงซีดเผือดไปในทันที
ดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นมืดมนไปหมดจนไม่มีแสงใดสามารถเล็ดรอดเข้ามาได้เลย
เหอะ ๆ!
เธอสมควรที่จะตาบอดแล้ว กู้จือหลิง
นี่คือผู้ชายที่คุณใฝ่ฝันอยากจะแต่งงานด้วยเหรอเนี่ย เขาต่างจากสัตว์ร้ายตรงไหนกัน
เธอใช้ไม้เท้าคลำทางเดินลงบันไดไป
ด้วยความที่เธออาศัยอยู่ที่นี่มาหนึ่งปีแล้ว เธอจึงจำได้อย่างชัดเจนว่าจากชั้นหนึ่งไปยังชั้นสองมีบันไดทั้งหมดกี่ขั้น สิ่งของแต่ละชิ้นวางประจำเอาไว้อยู่ตรงไหน
ซ่งจิ่งชวนกลัวว่าจะเดินชนอะไรเข้า เขาจึงติดแผ่นกันกระแทกเอาไว้เกือบทุกส่วนที่แหลมคมในวิลล่า ด้วยความความพิถีพิถันและความอ่อนโยนของเขาจึงทำให้เธอเริ่มแปรเปลี่ยนจากความรู้สึกหวั่นไหวไปหลงรักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
เธอเดินช้ามาก แต่แล้วไม่รู้ว่าเธอไปสะดุดอะไรเข้า เธอจึงเซจนเกือบจะล้มลงไป
โชคดีที่เธอมีไม้เท้าพยุงตัวอยู่ ทำให้เธอไม่ล้ม
เธอโน้มตัวลงไปเพื่อคลำหาของบนบันไดจากทั่วทุกทิศทาง
แล้วมือเล็ก ๆ ก็คว้าเอาผ้าลูกไม้ ผืนเล็ก ๆ ข้างในยังประทับไข่มุกเอาไว้ด้วยขึ้นมา
กู้จือหลิงรู้ได้ทันทีว่า นี่คือกางเกงในเซ็กซี่
ซึ่งมันไม่ใช่ของเธอ เพราะเธอไม่เคยใส่กางเกงในสไตล์เซ็กซี่เย้ายวนแบบนี้มาก่อนเลย
ในหัวจินตนาการไปถึงฉากที่ชายหญิงกำลังร่วมรักกันอย่างเร่าร้อนบนเตียงวิวาห์ขึ้นมาอีกครั้ง
ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมา
เธอรีบโยนของสกปรกนั้นทิ้งไปและรีบสาวเท้าลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว
เมื่อลงไปถึงชั้นล่าง
กู้จือหลิงคำหาที่เปิดไวน์และแก้วไวน์มาหนึ่งใบ เธอที่ยังไม่สร่างเมา รินไวน์ให้ตัวเองแก้วหนึ่ง
ขอดื่มฉลองให้กับการตาบอดของตัวฉันเอง
ไวน์แดงที่เคยดื่มอย่างนุ่มนวล ตอนนี้มันกลับแสบร้อนในลำคอเป็นพิเศษ
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากทางเข้าวิลล่า
จากเสียงต้อนรับด้วยความเคารพของคนรับใช้ที่ดังขึ้นตรงประตู กู้จือหลิงก็รู้ได้ทันทีว่ามีคนมาจริง ๆ
คนคนนั้นก็คือแม่ของซ่งจิ่งชวน หรือว่าที่แม่สามีของเธอนั่นเอง
ถึงกับเดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเองเช่นนี้ จะต้องมาส่งชุดแต่งงานที่สั่งทำพิเศษให้เธอเป็นแน่
สุ่ยเหวินลี่ที่สวมชุดเดรสผ้าซาตินระดับโอตกูตูร์พาคนสองคนเดินเข้ามา
เมื่อเห็นว่าเธอกำลังดื่มไวน์อยู่คนเดียว อีกทั้งยังดื่มไวน์ในพิธีสมรสที่จะใช้ในคืนพรุ่งนี้ด้วย ความโกรธของเธอจึงพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที “ไวน์ขวดนี้กว่าจิ่งชวนจะหาซื้อมาได้ต้องเสียเงินไปเยอะ เธอมาดื่มแบบนี้ แล้วคืนพรุ่งนี้จะดื่มอะไรล่ะ? ตาไม่มีแววเลยถึงได้คว้าผู้หญิงแบบนี้มาแต่งงานได้ น่าโมโหจริง ๆ !”
กู้จือหลิงส่ายไวน์ในแก้วอย่างไม่ใส่ใจ มุมปากเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางพูดว่า “ยังไงฉันก็ต้องดื่มอยู่ดี จะดื่มเร็วหรือดื่มช้ามันต่างกันด้วยเหรอคะ ที่ป้าสุ่ยโกรธขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นเพราะอยากจะดื่มไวน์นี้ด้วย ฉันยังมีเหลืออยู่นะคะ อยากดื่มสักแก้วไหมล่ะคะ?”
กู้จือหลิงหยิบขวดไวน์ที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งยื่นออกไป ผมยาว ๆ สีดำขลับทิ้งตัวสลวย ดวงตาที่ใสแป๋วคู่นั้นไร้ซึ่งชีวิตชีวา แต่หน้าตากลับยังดูงดงามมาก
สุ่ยเหวินลี่โกรธจนพูดไม่ออก “เธอ……”
ปกติเด็กสาวตาบอดคนนี้จะอ่อนโยนว่านอนสอนง่าย แต่วันนี้ทำไมถึงได้ปากคอเราะร้ายแบบนี้
พรุ่งนี้ก็จะถึงวันแต่งงานแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ สุ่ยเหวินลี่จึงไม่ให้มาเกิดเรื่องในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เธอจึงบอกให้ดีไซเนอร์ที่อยู่ข้างหลังนำชุดแต่งงานเข้ามาพลางพูดว่า “นี่เป็นชุดแต่งงานสั่งตัดสำหรับเธอโดยเฉพาะ ไซส์จะเล็กกว่าปกติ ทางที่ดีคืนนี้ถึงพรุ่งนี้เธออย่ากินข้าวจะดีกว่านะ เอวจะได้ไม่ใหญ่จนใส่ไม่ได้ เพราะจะมีสื่อจากหลาย ๆ ช่องมาถ่ายทอดสดด้วย อย่าทำให้ตระกูลซ่งของพวกเราต้องขายหน้าเด็ดขาด”