“อุ๊ย จดหมายเชิญให้เข้าร่วมการประชุมประจำปีเซนต์มิสซาเหรอคะเนี่ย?” หลินหว่านซูรับซองจดหมายไปพลางยิ้มหวาน แล้วก็มองไปที่สวี่จืออวี๋ด้วยสายตายั่วยุ
“คุณก็มาเหมือนกันเหรอ?” เมื่อได้ยินเสียง สายตาของเสิ่นหงเย่ก็มองไปที่โถเก็บบอุณหภูมิในมือของสวี่จืออวี๋ แล้วเขาก็รีบเบือนหน้าหนีไปอย่างรวเร็ว “เอาวางไว้ตรงนั้นแหละ”
เมื่อเห็นท่าทีของเสิ่นหงเย่ หลินหว่านซูก็ยิ่งได้ใจมากขึ้นไปอีก เธอหยิบจดหมายเชิญขึ้นมาพลิกดูอยู่อย่างนั้น
“ขอบคุณนะคะ พี่หงเย่! นี่คือการประชุมที่สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับแนวหน้าของโลกเข้าร่วมเท่านั้น…… ไม่คาดคิดเลยว่าพี่จะดีกับฉันมากขนาดนี้ พอรู้ว่าฉันกำลังจะมีวุฒิปริญญาเอกแล้วก็เซอร์ไพรส์ฉันครั้งใหญ่เลยนะคะเนี่ย”
เซอร์ไพรส์งั้นเหรอ?
สวี่จืออวี๋ยืนอยู่ที่ประตูด้วยความรู้สึกงุนงง
จดหมายเชิญดังกล่าวทางเซนต์มิสซาตั้งใจส่งมาเพื่อเชิญเธอกับคุณแม่ไปบรรยายทางการแพทย์โดยเฉพาะ
ซึ่งเธอก็แค่บอกให้เสิ่นหงเย่ไปเอามาให้เท่านั้นเอง แต่แล้วตอนนี้มันกลับกลายเป็นว่าเขาเอามาใช้เซอร์ไพรส์เพื่อเอาใจผู้หญิงคนอื่นไปซะอย่างนั้น
คุณแม่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเอาชนะโรคทางพันธุกรรมที่หายากและเป็นอันตรายถึงชีวิตชนิดหนึ่ง ทว่าในขณะที่งานวิจัยกำลังจะประสบความสำเร็จกลับถูกคนปองร้ายจนหายสาบสูญไป อีกทั้งยังต้องแบกรับชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ว่า ‘ปลอมแปลงผลงานวิชาการ’ ไว้อีกด้วย
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เธอต้องรับบทเป็นแม่บ้านของตระกูลเสิ่นที่ ‘คอยทำแต่อาหาร’ ในขณะเดียวกันก็ต้องแอบสานต่อการทดลองของคุณแม่ด้วยการอดหลับอดนอนทำงานอยู่ในห้องทดลองซอมซ่อที่ชั้นใต้ดินของวิลล่าเพื่อปรับส่วนผสมและตรวจสอบข้อมูลซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผลงานวิจัยของเธอผ่านการตรวจสอบจากการวิจัยทางคลินิกแบบปกปิดข้อมูลในส่วนของผู้วิจัยและผู้ป่วยของสหพันธ์การแพทย์นานาชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จดหมายเชิญนี้เป็นโอกาสเดียวของเธอที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้เป็นแม่ได้ แล้วก็มอบโอกาสใหม่ในการมีชีวิตอยู่ให้กับผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรมได้ด้วย
สวี่จืออวี๋เดินไปข้างหน้าและจ้องเขม็งไปที่ซองจดหมายในมือของหลินหว่านซูพลางพูดขึ้นว่า “เอามาให้ฉัน!”
มือของหลินหว่านซูที่ถือซองจดหมายอยู่แข็งทื่อ จากนั้นเธอก็ถอยกลับไปขดตัวอยู่ด้านหลังเสิ่นหงเย่และพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเศร้าใจว่า “พี่จืออวี๋ พี่จะทำอะไรคะ…… เห็นๆ อยู่ว่านี่เป็นของขวัญที่พี่หงเย่ให้ฉัน”
สีหน้าของเสิ่นหงเย่มืดมนลงทันที “สวี่จืออวี๋ คุณเอาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”
“แล้วผมก็ให้หว่านซูไปแล้วด้วย”
“ไม่มีประโยชน์งั้นเหรอ?” สวี่จืออวี๋หัวเราะออกมาด้วยความโกรธเคืองอย่างมาก “เสิ่นหงเย่ คุณมีสิทธิ์มาตัดสินใจว่าของของฉันมันมีประโยชน์หรือไม่มีตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
หลินซินที่เป็นผู้ช่วยของเสิ่นหงเย่หัวเราะเยาะเย้ยออกมาก่อนจะพูดขึ้นว่า
“คุณสวี่ นี่คือของของคุณเหรอครับ? ของทุกอย่างที่อยู่บนตัวคุณ มันก็คือของของตระกูลเสิ่นไม่ใช่หรือไง? คุณจะไปมีของอะไรได้?”
“คุณหลินเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านแพทยศาสตร์ที่กลับมาจากต่างประเทศ การที่มอบจดหมายเชิญให้เธอไปถือเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว”
“คุณเป็นแค่แม่บ้านที่ไม่เคยแม้จะไปเรียนหนังสือด้วยซ้ำ คุณจะไปเข้าใจเรื่องนี้ได้ยังไงกัน?”
เสิ่นหงเย่ขมวดคิ้ว เขาเหมือนจะรู้สึกว่าคำพูดของหลินซินค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่เขาก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร
เพราะในความทรงจำของเขา สวี่จืออวี๋เอาแต่ทำอาหารอยู่ในครัวเพื่อคอยเอาใจเขาไปวันๆ เท่านั้น แล้วเธอจะไปมีความรู้ด้านการแพทย์ได้ยังไง?
ในความคิดของเขา สวี่จืออวี๋น่าจะไปเอาจดหมายเชิญมาจากที่ไหนสักแห่งเพื่อมาใช้ดึงดูดความสนใจของเขาก็เท่านั้น
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นว่า
“หว่านซูกำลังจะเรียนจบแล้ว เธอต้องการสร้างความมั่นคงในสายงานการแพทย์ โอกาสนี้จะช่วยให้เธอได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของนานาชาติได้”
“ส่วนคุณแค่ต้องการจะใช้โอกาสนี้เพื่อพิสูจน์ตัวเองและดึงดูดความสนใจจากผมเท่านั้น ซึ่งผมรับรู้แล้ว ดังนั้นมันไม่จำเป็นอีกแล้ว”
เพื่อพิสูจน์ตัวเองงั้นเหรอ?
นิ้วมือของสวี่จืออวี๋ที่อยู่ข้างลำตัวงอขึ้นทันที
หลังจากแต่งงานกันมาห้าปี ในสายตาของเขา ที่แท้เธอก็เป็นเพียงแค่คนติดสอยห้อยตามที่ต้องใช้วิธีแบบนี้ในการดึงดูดความสนใจเท่านั้นเองสินะ
เธอวางโถเก็บบอุณหภูมิลงบนโต๊ะอย่างแรง ทำให้ฝาหล่นลงพื้นเสียงดังตึ้ง
“บนจดหมายเชิญก็มีชื่อของฉันเขียนเอาไว้อยู่ แต่ก็ยังจะเอาของของฉันไปใช้เพื่อเอาหน้าแบบนี้ คุณเสิ่นนี่ใจกว้างจริงๆ เลยนะคะ”
จากนั้นเธอก็มองไปที่หลินหว่านซูและพูดต่อไปว่า “ในเมื่อคุณหลินเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านแพทยศาสตร์ แถมยังเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งอีกด้วย การขอจดหมายเชิญแค่ฉบับเดียวคงไม่ใช่เรื่องยากหรอกมั้งคะ?”
“จะมาแย่งของของแม่บ้านอย่างฉันไปทำไมกัน? หรือว่าคุณหลินยอมรับแล้วว่า คุณยังสู้แม้แต่แม่บ้านอย่างฉันไม่ได้เลย?”
“ทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้ล่ะ!” ใบหน้าของหลินหว่านซูซีดเผือดลงทันที เบ้าตาแดงก่ำขึ้นมา “พี่หงเย่ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ…… ฉันไม่รู้มาก่อนจริงๆ ว่า จดหมายเชิญฉบับนี้เป็นของพี่จืออวี๋”
“ถ้าฉันรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ฉันไม่มีทางเอาแน่นอน”
หลังพูดจบ เธอก็ยื่นซองจดหมายไปให้สวี่จืออวี๋พลางพูดว่า “พี่จืออวี๋ ฉันขอโทษนะ ฉันคืนให้พี่ก็ได้”
สวี่จืออวี๋เอื้อมมือไปรับมา
วินาทีที่เธอกำลังจะหยิบ มือของหลินหว่านซูก็ปล่อยออกอย่างกะทันหัน
“แปะ”
ซองจดหมายตกลงไปในโถเก็บอุณหภูมิที่เปิดฝาอยู่
ซองจดหมายสีแดงเข้มที่เคยสวยงามเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำมันเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดเป็นรอยด่างเลอะเทอะไปหมด
“อุ๊ย!” หลินหว่านซูร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ แล้วก็เอามือปิดปากพลางพูดว่า “ฉันขอโทษจริงๆ พอดีมือฉันมันลื่นน่ะ…… เลอะหมดเลย……”
ขณะที่สวี่จืออวี๋กำลังมองซองจดหมายที่เปื้อนไปหมด ในหัวก็นึกถึงคำพูดของแม่ขึ้นมา ‘ขอให้จืออวี๋ของแม่สืบทอดความฝันของแม่ต่อไป ได้กลายเป็นแพทย์ที่โดดเด่นที่สุดไปเลยนะ’
นี่เป็นความปรารถนาของแม่
เธอค่อยๆ นั่งยองๆ ลง
“ทำไมแม้แต่กระดาษใบเดียวถึงยังไม่รู้จักถือให้มันดีๆ ?” เสิ่นหงเย่ขมวดคิ้วพลางเหลือบมองจดหมายเชิญที่เละเทะไปหมดแล้ว เดิมทีเขาวางแผนเอาไว้ว่าจะไปเอามันคืนจากสวี่จืออวี๋ในภายหลัง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องหาวิธีอื่นแล้วล่ะ
“ช่างเถอะน่า ก็แค่กระดาษแผ่นเดียวเองไม่ใช่เหรอ? สกปรกไปแล้วก็ช่างมันเถอะ”
สวี่จืออวี๋ค่อยๆ ใช้กระดาษทิชชู่เช็ดคราบน้ำมันบนซองจดหมายออกทีละนิด
แต่เช็ดยังไงก็ไม่สะอาดแล้ว
เธอลุกขึ้นยืนและกำเศษกระดาษนั้นไว้ในมือแน่น ความรู้สึกแสบร้อนที่ฝ่ามือทำให้เธอรู้สึกตื่นตัวจนถึงวินาทีสุดท้าย
“ก็ได้ ฉันไม่เอาความเรื่องจดหมายเชิญก็ได้” สวี่จืออวี๋มองไปที่เสิ่นหงเย่พลางพูดว่า “พรุ่งนี้คุณพ่อของฉันจะกลับจากต่างประเทศแล้ว คุณเคยบอกว่าจะไปรับเขากับฉัน พรุ่งนี้เวลาบ่ายสามโมง ที่ท่าเรือนะคะ”
นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เธอจะมอบให้กับชีวิตคู่ในครั้งนี้แล้ว