ปลายนิ้วของเธอเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก เธอบังคับมือที่สั่นระริกให้ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแตกละเอียดออกมาจากกระเป๋าถือ ภาพตรงหน้าพร่าเลือนจนแทบมองไม่เห็น แต่เธอก็ยังใช้สัญชาตญาณสุดท้ายกดเบอร์โทรด่วนที่ตั้งไว้สำหรับสามีของเธอ... ธนพล
เธอรอคอยเสียงที่คุ้นเคยอย่างมีความหวัง แต่สิ่งที่ดังลอดผ่านเสียงฝนมากลับไม่ใช่เสียงของเขา
"ฮัลโหลคะ พี่นัยนา"
เป็นเสียงของกัญจนา น้องสาวบุญธรรมของเธอ เสียงที่เคยเสแสร้งทำเป็นอ่อนหวาน ตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความขบขันและสะใจอย่างไม่ปิดบัง
"ธนพล... พี่ธนพลอยู่ไหน" นัยนาเค้นเสียงถามออกมาอย่างยากลำบาก หัวใจของเธอบีบตัวแน่น
"อ๋อ พี่ธนพลเหรอคะ พอดีว่าพี่เขากำลังอาบน้ำอยู่น่ะค่ะ คงไม่สะดวกรับสาย" กัญจนาหัวเราะคิกคัก "มีอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่า... เจ็บท้องจะคลอดแล้ว?"
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของนัยนา เธอพยายามจะกรีดร้องออกมา แต่สิ่งที่พุ่งสวนขึ้นมาคือลิ่มเลือดอุ่น ๆ ที่ทะลักออกจากปากของเธอ
"ทำไม... ทำไม..." เธอทำได้เพียงส่งเสียงกระซิบที่แทบไม่ได้ยิน
"ทำไมเหรอคะ?" กัญจนาลากเสียงยาวอย่างเย้ยหยัน "ก็เพราะพี่น่ะสิคะ นั่งทับตำแหน่งคุณผู้หญิงของบ้านกลิ่นหอมมานานเกินไปแล้ว รู้ไหมว่าฉันกับพี่ธนพลต้องแอบซ่อนความรักของเรามานานแค่ไหน มันน่ารำคาญจะตาย"
ความจริงที่โหดร้ายกระแทกเข้าใส่สมองของนัยนาอย่างจัง ภาพความทรงจำตลอดสามปีที่ผ่านมาฉายวาบขึ้นมาในหัวราวกับหนังม้วนเก่าที่ขาดวิ่น เธอทุ่มเททุกอย่างเพื่อผู้ชายคนนั้น ทอดทิ้งเกียรติยศของตระกูลแก้ววิเศษ ยอมเป็นแม่บ้านที่คอยดูแลเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข ใช้สินสอดของตัวเองพยุงบริษัทของเขาที่ใกล้จะล้มละลาย แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการทรยศที่เจ็บปวดที่สุด
หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบจนแหลกละเอียด ความเจ็บปวดทางกายถูกความเจ็บปวดทางใจกลืนกินจนหมดสิ้น ลมหายใจของเธอเริ่มแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ ความหนาวเย็นของสายฝนกัดกินเข้าสู่กระดูก
ทันใดนั้น แสงไฟจ้าจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดส่องเข้ามาจนตาพร่ามัว รถกระบะคันหนึ่งเสียหลักหมุนคว้างอยู่บนถนนที่เปียกลื่น พุ่งตรงมายังร่างของเธอที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่
วินาทีสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป นัยนารู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาลและความเจ็บปวดที่ฉีกร่างของเธอเป็นชิ้น ๆ ในห้วงสำนึกสุดท้าย มีเพียงความไม่ใจที่อัดแน่นอยู่ในอก... ไม่... เธอตายแบบนี้ไม่ได้!
ความมืดมิดที่ไร้ที่สิ้นสุดห่อหุ้มสติของนัยนาไว้ แต่แล้วเธอก็รู้สึกถึงลมร้อนชื้นที่คุ้นเคยของฤดูร้อนในกรุงเทพฯ พัดผ่านใบหน้าของเธออย่างแผ่วเบา
เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ เปิดขึ้น
ภาพแรกที่เห็นคือเพดานห้องนอนที่คุ้นเคย ผ้าปูที่นอนที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดีสัมผัสกับผิวของเธอ นัยนาผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อเย็น ๆ ไหลซึมไปทั่วชุดนอน สองมือของเธอรีบกุมไปที่หน้าท้องของตัวเองโดยสัญชาตญาณ
...เรียบแบน
ไม่มีร่องรอยของการตั้งครรภ์ ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือด
เธอหันไปมองรอบ ๆ ห้องอย่างตื่นตระหนก บนโต๊ะเครื่องแป้งมีขวดน้ำหอมลิมิเต็ดอิดิชั่นวางอยู่... ขวดที่เธอซื้อเมื่อสามปีก่อน!
นัยนาถลาลงจากเตียงอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งตรงไปยังห้องน้ำ ร่างในกระจกทำให้เธอต้องสูดหายใจเข้าลึก ๆ ผู้หญิงในกระจกคือตัวเธอในวัยยี่สิบต้น ๆ ใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์ ปราศจากความเหนื่อยล้าและร่องรอยของการตั้งครรภ์
"นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกัน"
เธอหยิกเข้าไปที่ต้นขาของตัวเองอย่างแรง ความเจ็บปวดที่แล่นปราดขึ้นมาทำให้เธอแน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
เธอได้ย้อนกลับมา... กลับมาเมื่อสามปีก่อน วันก่อนที่จะมีงานประมูลเพื่อการกุศล
ภาพความตายอันน่าสยดสยองบนถนนที่เปียกแฉะย้อนกลับมาในหัวอีกครั้ง แววตาของนัยนาเปลี่ยนจากความสับสนตื่นกลัวเป็นความเย็นชาที่ลึกถึงกระดูก ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธออีกครั้ง เธอก็จะขอใช้มันเพื่อลากไอ้คนสารเลวสองคนนั่นลงนรกไปพร้อมกับเธอ!
"คุณผู้หญิงคะ ได้เวลาเตรียมตัวสำหรับงานคืนนี้แล้วค่ะ" เสียงของสมศรี แม่บ้านเก่าแก่ดังขึ้นที่หน้าประตู
นัยนาสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เธอปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินไปเปิดประตู
"ขอบคุณค่ะป้าสมศรี" เธอยกมือไหว้แม่บ้านตามความเคยชิน
จากนั้นเธอก็เดินตรงไปยังตู้เซฟ ปลายนิ้วของเธอสั่นเล็กน้อยขณะที่กดรหัส แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นความมั่นคงในวินาทีต่อมา ประตูตู้เซฟเปิดออกอย่างเงียบเชียบ
สร้อยคอมรกตประจำตระกูลแก้ววิเศษนอนสงบนิ่งอยู่ในกล่องกำมะหยี่สีแดงเข้ม ในชาติที่แล้ว เธอโง่เขลาพอที่จะมอบของล้ำค่าชิ้นนี้ให้กัญจนาเพื่อเป็นของขวัญแต่งงาน... ของขวัญที่ถูกนำไปใช้ปรนเปรอชู้รักของสามีตัวเอง
นัยนาหยิบสร้อยเส้นนั้นขึ้นมา ความเย็นของมรกตแทรกซึมผ่านผิวหนัง ปลุกให้สติของเธอแจ่มชัดยิ่งขึ้น เธอสาบานกับตัวเองในใจว่าจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยเดิมอีกเด็ดขาด
เสียงรองเท้าส้นสูงดังกรุ๊งกริ๊งใกล้เข้ามา ก่อนที่ประตูห้องจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต กัญจนาในชุดราตรีที่เปิดเผยเนื้อหนังมากเกินงามเดินเข้ามาด้วยท่าทีถือสิทธิ์
สายตาของหล่อนจับจ้องไปที่สร้อยคอมรกตในมือของนัยนาอย่างละโมบ ก่อนจะยื่นมือออกมาเพื่อจะคว้ามันไปอย่างหน้าด้าน ๆ ท่าทางที่คุ้นเคยจนน่าขยะแขยง
แต่นัยนาในชาตินี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เธอขยับข้อมือหลบอย่างรวดเร็ว ทำให้มือของกัญจนาคว้าได้เพียงอากาศว่างเปล่า สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดตวัดมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของน้องสาวบุญธรรม
"พี่นัยนา ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ" กัญจนาเบะปาก ทำท่าทางน่าสงสารตามที่ถนัด "ก็แค่ขอยืมใส่ไปงานคืนนี้เอง พี่ขี้หวงไปได้"
นัยนาหัวเราะหยันออกมาเบา ๆ "ของชิ้นนี้ มีไว้สำหรับเจ้าของที่แท้จริงเท่านั้น" เธอมองกัญจนาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน "คนนอกอย่างเธอ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้อง"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและเหยียดหยามทำเอากัญจนาหน้าซีดเผือด เธอไม่เคยถูกนัยนาพูดจาแบบนี้ใส่มาก่อน ปกติแค่เธอทำเสียงอ้อนนิดหน่อย พี่สาวโง่ ๆ คนนี้ก็พร้อมจะประเคนทุกอย่างให้แล้ว
"พี่นัยนาหมายความว่ายังไง!" กัญจนาขึ้นเสียงเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเสียหน้า "เดี๋ยวฉันจะไปฟ้องพี่ธนพล!"
พอได้ยินชื่อนั้น นัยนาก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาจับใจ
"ก็ไปสิ" เธอยิ้มเย็น "ไปบอกเขาด้วยนะ ว่าให้ดูแลตัวเองให้ดี ๆ ในฐานะ 'น้องสาว' ที่ดี อย่าทำอะไรเกินหน้าที่ของตัวเอง"
กัญจนากัดฟันกรอดด้วยความโกรธ เธอไม่เคยรู้สึกพ่ายแพ้และอัปยศเท่านี้มาก่อน หญิงสาวกระทืบเท้าอย่างขัดใจ ก่อนจะหมุนตัววิ่งลงบันไดไปเพื่อหาที่พึ่ง
นัยนามองตามแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปอย่างน่าสมเพช ก่อนจะบรรจงสวมสร้อยคอมรกตเส้นนั้นลงบนลำคอระหงของตัวเอง แสงไฟในห้องสะท้อนกับมรกตสีเขียวเข้ม ส่องประกายวาววับในดวงตาของเธอ... ประกายไฟแห่งการล้างแค้น