จะเกิดอะไรขึ้นหากสาวจากยุคอนาคตอย่างขวัญยิกา ต้องย้อนเวลามาอยู่ในร่างเด็ก ในยุคจีนโบราณแถมจะมาทั้งที มาดีๆแบบคนอื่นเค้าก็ไม่ได้ เธอดันมาตอนเจ้าของร่างกำลังถูกโบย คุณพระ! แล้วสาวจากยุคอนาคตอย่างเธอจะสามารถเอาชีวิตรอดได้รึไม่?
เพล้ง!!!
เสียงของแจกันเคลือบลายคราวอย่างดี ตกกระแทกพื้นก่อนจะแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี ก่อนมีสาวใช้คนหนึ่งรีบวิ่งไปแจ้งแก่นายท่านของบ้าน
อี้ชุนสาวใช้ของอนุเซียง รีบวิ่งมายังห้องของนายท่านต้วน ก่อนจะรีบรายงาน "เรียนนายท่านเจ้าค่ะ คุณหนูสามทำแจกันลายครามในห้องโถงแตกเจ้าค่ะ"
ตุ๊บ!!!
นายท่านต้วน รึต้วน อู๋เอิ๋น ตบโต๊ะเสียงดังลั่น ทันที่เมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน นังลูกสารเลววันๆก่อแต่เรื่อง แจกันลายครามใบนั้นเขาเพิ่งได้มามิกี่วันก่อน เขาตั้งใจจะเอาไปมอบแกขุนนางท่านหนึ่ง แล้วเช่นนี้จะทำเยี่ยงไรต่อ
"ไปลากนังเด็กสารเลวนั้นมา"
"เจ้าค่ะนายท่าน"
อนุเซียงที่ตอนนี้นั่งอยู่ข้างกับนายท่านต้วน นางถึงกับหุบยิ้มแทบไม่ทัน ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผนการ ก่อนจะรีบตีหน้าเศร้า "ท่านพี่ใจเย็นๆก่อน อย่าได้ทำอันใดรุนแรงนักนะเจ้าค่ะ นางยังเด็กมิค่อยรู้ความเท่าใด"
"ฮึ!! เจ้าอย่าเข้าข้างนังตัวซวยนั้นเลย ครานี้ข้าจะเฆียนนางให้ตาย ตัวกาละกิณี"
มินานคุณหนูสามก็ถูกลากและนำตัวมายังลานกลางบ้าน นางตัวสั่นไปหมด วันนี้อยู่ดีๆคนของอนุเซียงก็เข้ามาหานาง บอกว่าท่านย่าเรียกหา ระหว่างทางนางเห็นแจกันอันใหม่ที่ท่านพ่อเพิ่งได้มา มันถูกตั้งวางไว้ที่ห้องโถงใหญ่ นางเห็นว่ามีกระดาษบางอย่างตกอยู่ข้างๆ ไม่คิดเลยว่าตอนที่กำลังจะหยิบกระดาษชิ้นนั้นขึ้นมาดู
นางกลับถูกสาวใช้ของอนุเซียงพลักจากด้านหลัง ทำให้ร่างนางเซเล็กน้อย แต่แจกันที่อยู่เบื้องหน้ากลับถูกกระแทกและตกหล่นลงพื้น พอนางหันมาอีกทีสาวใช้คนนั้นก็มิได้อยู่ตรงนั้นแล้ว กลายเป็นบ่าวที่เห็นเหตุกราณ์ เห็นว่านางเป็นคนทำแจกันตกลงมาแตก
"ทะ ท่านพ่อให้คนไปตามข้ารึเจ้าค่ะ"
เพี๊ยะ!!!
ต้วน อู๋เอิ๋นยั้งมือไว้ไม่ทัน เขาเข้ามาตบหน้าบุตรสาวตัวน้อยทันที ก่อนจะชี้หน้านางอย่างโมโห "นางสารเลว วันนี้ถ้าข้ามิตีเจ้าให้ตายคามือ ข้าคงอกแตกตาย เด็กๆไปเอาหวายมาให้ข้า"
"ท่านพ่อเจ้าค่ะ ข้ามิได้ทำนะเจ้าค่ะฮื่อๆๆ มีคนผลักข้าท่านต้องเชื่อข้านะ"
"ทำผิดมิยอมรับผิด มารดาเจ้าสั่งสอนมาเยี่ยงไรกัน "
ระหว่างนั้นฮูหยินหลันฮวามารดาของคุณหนูสาม และบุตรสาวอีกสองคน ก็พากันมาถึงยังลานกลางบ้าน ที่ตอนนี้สามีของนางต้วน อู๋เอิ่นใช้เป็นที่ลงโทษบุตรสาวคนเล็กของนาง ไม่รู้กรรมอันใดของเด็กคนนี้มิว่านางทำอันใดล้วนแต่ผิดตาสามีไปเสียทุกอย่าง
"ท่านพี่เกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าค่ะ ท่านถึงกับลงไม้ลงมือกับบุตรสาวตัวน้อยเพียงนี้"
"เป็นเพราะเจ้าสั่งสอนนางมิดี พวกเจ้าแม่ลูกล้วนแต่ไร้ค่า วันนี้ข้าจะตีนางให้ตาย"
เมื่อนายท่านต้วนได้หวายมาอยู่ในมือแล้ว เขาก็สั่งให้บ่าวไพร่จับลูกสาวคนเล็กไว้ ก่อนจะลงมือเฆียนด้วยความโมโห โดยไม่ฟังเสียงร้องห้ามของฮูหยินใหญ่เลย
"กรี๊ด!!!โอ๊ย!!! ท่านพ่อข้าเจ็บ ข้าผิดไปแล้ว ท่านย่าเจ้าขาขอโทษฮื่อๆๆๆ อย่าตีข้าเลย" เสียงร้องโหยหวนของคุณหนูร้องดังลั้นแต่ก็มิมีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้าไปยุ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่านั่งดูบุตรชายตนเองลงโทษหลานสาว ตั้งแต่ก่อนเด็กคนนี้จะคลอดออกมา อนุเซียงได้พบกับหมอดูเทวดาท่านหนึ่ง ก่อนจะเชิญมาตรวจดูดวงชะตาของตระกลูต้วน หมอดูท่านนั้นบอกว่าต่อไปตระกลูต้วนจะล้มสลาย เพราะมีตัวอัปโชคอาศัยอยู่ในจวน ต่อมาพอหลานคนนี้คลอดออกมาล้วนแต่มีเรื่องมิดีเกิดขึ้นตลอดเวลา ตายๆไปได้เสียก็ดีนางคิดอยู่ในใจ
"ท่านแม่โปรดห้ามท่านพี่ด้วยเจ้าค่ะ ลีลี่นางยังเล็กนัก" ฮูหยินใหญ่รีบถลาไปกอดขาแม่สามี หวังให้ท่านช่วยเมตตาหลานสาวบ้าง
"ฮึ ตัวซวยตายไปก็มิเห็นเป็นอันใด"
"ท่านพ่อเจ้าอย่าตีน้องเลย"
"ฮื่อๆๆท่านพ่ออย่าทำน้องสามเลย"
บุตรสาวทั้งสองรีบสะบัดตัวออกจากการจับกุมของบ่าวไพร่ ก่อนจะมากอดขาบิดาไว้ หากบิดายังคงเฆียนต่อน้องสาวคนเล็กคงมิรอด ตอนนี้นางเจ็บจนสลบไปแล้วด้วย
ระหว่างที่กำลังชุลมุนกันอยู่นั้น จู่ๆร่างของคุณหนูสามที่ถูกเฆียนไปสิบกว่าครั้งก็ว่าได้ ที่สลบอยู่ในตอนนี้นางกลับรู้สึกตัวขึ้นมา "เจ็บ ทำไมเจ็บจังเลย"
ขวัญยิกาครางได้เพียงเท่านั้น เธอจำได้ว่ากำลังนั่งทานก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเด้งอยู่ แล้วเกิดอะไรขึ้น รึเธอจะถูกรถชน เพราะร้านที่นั่งกินอยู่ข้างทางริมฟุตบาท ห่างออกไปก็ถนนใหญ่มีรถวิ่งพลุกพล่าน แต่ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไรต่อ อยู่ๆก็มีบางอย่างวิ่งเข้ามาในหัวของเธอ มันคือความทรงจำของเจ้าของร่างที่เธออยู่ในตอนนี้ "บ้าไปแล้วนี้มันเรื่องบ้าอะไรกัน"
เธอย้อนเวลามาอยู่ในร่างใคร แล้วที่นี้ที่ไหนเธอมาได้ยังไง เธอตายแล้วเหรอ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่เธอมิมีเวลามาใคร่ครวญในตอนนี้ สถานกราณ์ตอนนี้ร้ายแรงเกินไปแล้ว
"ฮื่อๆๆ ท่านพี่ข้ากับลูกผิดไปแล้ว ท่านอย่าได้เฆียนนางอีกเลย ต่อไปข้าจะมิให้นางมาเพ่นพ่านให้รกหูรกตาท่าน"
อนุเซียงเข้าไปกระซิบบางอย่างกับแม่สามี "อู๋เอิ๋นมาหาแม่ประเดี๋ยว" เสียงมารดาของนายท่านต้วนดังขึ้น เมื่อนายท่านเดินเข้าไปหามารดา นางก็กระซิบอะไรบางอย่าง ก่อนจะลุกเดินจากไปโดยมีอนุเซียงคอยพยุงอยู่มิห่างกาย
นายท่านต้วนคิดอะไรสักอย่าง ก่อนจะหันกลับมาที่สี่คนแม่ลูก "พวกเจ้าจงไปเสีย"
"ข้าจะพานางกลับจวนเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะท่านพี่ ข้าจะมิให้นางมาสร้างความรำคาญให้ท่านอีก" ฮูหยินใหญ่เอ่ยทั้งน้ำตา
"ข้าหมายถึงพวกเจ้าแม่ลูกจงไปจากจวนของข้าเสีย ข้าทนเห็นหน้าพวกเจ้าแม่ลูกมิไหวแล้ว"
"ท่านพี่ ท่านหมายความเยี่ยงไรกันแน่ ท่านจะให้พวกเราแม่ลูกไปไหน"
"แล้วแต่พวกเจ้า พวกเจ้าจะไปกันเองรึรอให้คนจับโยนออกไปเลือกเอา"
"อู๋เอิ๋น ท่านยังเป็นคนอยู่รึไม่"
"สารเลว พวกเจ้าแม่ลูกล้วนแต่เป็นตัวอับปรีย์ มีพวกอยู่ในจวนต่อไป มิแคล้วพวกข้าคงต้องตายกันหมดจงไปเสีย พ่อบ้านเฟิงคอยดูพวกนางไว อย่าให้พวกนางหยิบจับสิ่งของมีค่าอันใดไปได้"
"ท่านพี่เหตุใดถึงใจร้ายนัก ข้ากับบุตรสาวทำผิดอันใด" หลันฮวาภรรยาของต้วน อู๋เอิ๋น กล่าวถามสามีของนาง
อี๋นั่วรีบคลานเข่าเข้าไปกอดบิดา ก่อนจะร้องอ้อนวอนขอความเมตตาแก่พวกนาง "ท่านพ่อเมตตาพวกข้าด้วย ท่านมิรักพวกข้าแล้วหรือ?"
แต่ก่อนที่ร่างของนาท่านต้วนจะจากไป อยู่ๆร่างเล็กที่โชกไปด้วยเลือด นางกัดฟันลุกขึ้นยืน ก่อนจะชี้ไปที่หน้าของชายใจดำตรงหน้า "ท่านมันมิใช่คน ท่านทำกับบุตรกับภรรยาของท่านเยี่ยงนี้หรือ ถุย! ข้ามิน่ามีท่านเป็นบิดาเลย"
เพี๊ยะ!!!
"ถุย!! ตบเลยตบอีกซิ"
ฮูหยินหลันมารดาจองนางรีบเข้ามากอดร่างของนาง ก่อนที่สามีจะลงมือทุบตีบุตรสาวเพิ่มหนักเข้าไปอีก "ลีลี่ลูกแม่เจ้ามิควรพูดกับท่านพ่อเยี่ยงนี้ ฮื่อๆ ขอโทษท่านพ่อเร็วเข้า"
"ท่านแม่ท่านมิได้ยินรึเยี่ยงไร เขามิต้องการพวกเราแล้ว ท่านได้ยินรึไม่" ลีลี่พูดทั้งน้ำตา นางตะโกนลั่นด้วยความโกรธ นางมิใช่ลีลี่บตรสาวของคนเบื้องหน้า เหตุใดต้องรู้สึกผิดนางอยากจะด่าเสียให้เข็ด พวกผูชายหน้าตัวเมีย รังแกแม้แต่บุตรภรรยาของตน
"นังสารเลว เด็กๆมาลากพวกนางออกไปให้พ้นจวนข้าเดี๋ยวนี้"
"มิต้อง พวกข้าไปกันเองได้ ท่านจำไว้ในวันนี้ท่านทอดทิ้งมารดาข้า พี่สาวข้าและตัวข้า ต่อไปพวกข้ามิใช่คนตระกลูต้วนอีกต่อไป ถุย!! ไปเถอะเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านพี่อย่าได้อยู่ในจวนที่น่ารังเกียจนี่เลย"
ซีฮันพี่สาวคนโต อี๋นั่วพี่สาวคนรอง พวกนางทำได้แค่ค่อยๆประคองร่างน้องสาวคนเล็กขึ้นมา น้ำตาที่ไหลอาบเต็มแก้ม หัวใจที่แตกสลาย พวกนางมองดูมารดาที่ตอนนี้แทบจะมิมีแรงเดิน พวกนางเจ็บเข้าไปที่ใจถึงเพียงนี้ แล้วมารดาของพวกนางเล่า จะเจ็บเพียงใด
เหตุผลน้ำเน่าของยุคก็ว่าได้ เพียงแค่มารดาพวกนางให้กำเนิดแต่เพียงบุตรสาว ความซวยความอัปมงคลทั้งหลายจึงถูกประเคนให้แบบอัตโนมัติ นี้คือความคิดของคนจีนโบราณของแท้ มีบุตรสาวคือพวกไร้ค่า ยิ่งมีบิดาโง่เง่าเบาสมองเยี่ยงนี้มิมีเสียดีกว่า
"น้องเล็กเจ้าเจ็บมารึไม่ อดทนหน่อยนะ" ซีฮั่นเอ่ยถามทั้งน้ำตา
"เจ็บมากเจ้าค่ะ" คำตอบสั้นๆ
นางหลันฮวานางมองดูสามีที่อยู่ร่วมกันมาหลายสิบปีครั้งสุดท้าย ช่างน่าเวทนาวาสนาตัวเองยิ่งนักได้สามีก็สามีโง่เขลา รักเพียงแค่ตัวเอง บุตรสาวของนางหาได้กระทำผิดอันใดไม่ หากดันทุรันอยู่ต่อคงไม่แคล้วเป็นทาสในเรือนรึไม่ก็คงถูกตีจนตายเข้าสักวัน
ปัง!!!
เสียงปิดประตูจวนเสียงดัง สี่คนแม่ลูกประคองกันเดินออกจากจวน ลีลี่เลียวมองดูมารดาที่เอาแต่ร้องไห้ตลอดทาง เป็นใครบ้างจะไม่เสียใจหากถูกคนที่รักและไวใจหักหลัง คนตระกลูต้วนช่างใจดำเสียเหลือเกิน "ท่านแม่อย่าร้องไห้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะเลี้ยงดูพวกท่านเอง" นางเจ็บทั่วแผ่นหลังแต่ยังกัดฟันพูดและเดินต่อไป
ซีฮัน อี๋นั่ว ก็เข้ามาล้อมและกอดมารดา ก่อนจะพาร้องไห้โฮ ชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาต่างยืนมอง เหตุใดพวกนางถึงร้องไห้ปาดจะขาดใจตายให้ได้เพียงนั้น แต่ก็มิได้มีใครยื่นมาเข้าไปยุ่ง
"ท่านแม่ ท่านต้องเข้มแข็งนะเจ้าค่ะ พวกข้ายังต้องพึ่งพิงท่าน" ซีฮั่นเอ่ยปลอบมารดา
หลันฮวาหันมามองหน้าบุตรสาวคนเล็กที่ซีดขาว ตอนนี้มีเลือดไหลอาบเต็มแผ่นหลังเล็กๆ "เจ็บมากรึไม่ อดทนหน่อยนะ" ว่าพลางเอามือลูบหัวนางเบาๆ
"เจ็บเจ้าค่ะ แต่ข้าทนได้ แล้วเราจะไปไหนกันต่อเจ้าค่ะ"
สามพี่น้องมองหน้ามารดา พวกนางไม่มีแม้แต่เงินทองติดตัว "แม่ว่าพวกเราคงต้องไปยังหมู่บ้านซานตง มันเคยเป็นบ้านเก่าท่านตาท่านยาย แต่ก็นานหลายปีแล้วหลังจากที่ท่านตาท่านยายเสีย แม่ก็มิเคยได้ไปดูแลมันเลย แต่คงพอให้พวกเราแม่ลูกได้พักพิง"
สี่คนแม่ลูกเดินออกมาจากจวนตระกลูต้วนได้สักพัก ก่อนจะพากันนั่งพักตอนนี้เสื้อของลูกสาวคนเล็กอาบไปด้วยเลือด "แม่ว่าเราไปโรงหมอกันก่อนเถอะ"
"แต่เรามิมีแม้แต่เงินอีแปะเดียวนะเจ้าค่ะ"
นางหลันฮวาเอามือลูกหัวบุตรสาวคนโต ก่อนจะยิ้มเบาๆ นางจะร้องไห้อีกไม่ได้นางยังมีลูกๆที่ต้องดูแล "แม่จะเอาปิ่นปักผมกับแหวนหยกไปขาย พวกเจ้านั่งรอแม่อยู่ตรงนี้ก่อนนะ "
สามพี่น้องพยักหน้าตอบรับ ตอนนี้ลีลี่นางไม่มีแรงตอบโต้อันใดแล้ว นางเจ็บเหลือเกินไม่นานนางก็หมดสติไปอีกรอบ สองพี่น้องได้แต่กอดน้องสาวคนเล็กและร้องไห้ รอจนมารดาพวกนางกลับมา นางหลันรีบอุ้มบุตรสาวที่หมดสติขึ้นมา ก่อนจะรีบไปตรงไปที่โรงหมอใกล้ๆ
"แม่ขายปิ่นกับแหวนหยกได้มาเพียงห้าตำเงินเงิน ซีฮั่นอี๋นั่วเจ้าสองคนไปหาซื้อชุดมาให้น้องได้เปลียนสักชุด กับแวะซื้อหมั่นโถวมาด้วยนะ"
"เจ้าค่ะ"
นางหลันหยิบเงินให้บุตรสาวไป ส่วนตัวนางตอนนี้อยู่รอดูบุตรสาวคนเล็กที่โรงหมอต่อ "นางเป็นเช่นไรบ้างท่านหมอ"
"ข้าใส่ยาให้แล้ว ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ สักสิบวันก็น่าจะดีขึ้น แผลมิได้ลึกมาก ว่าแต่นางโดนใครเฆียนมาล่ะ แรงไม่เบาเลย เด็กตัวแค่นี้ช่างโหดเหี้ยมเกินคน"
นางหลันฮวามิได้ตอบ ทำเพียงแค่จ่ายค่ารักษา เมื่อบุตรสาวคนโตกับคนรองกลับมาถีง นางก็อุ้มบุตรสาวคนเล็กขึ้น ก่อนจะเอ่ยลาท่านหมอและจากไป
"เห็นทีเราคงต้องจ้างรถม้า"
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็ตรงไปยังจุดจอดรถม้ารับจ้าง "น้องชายท่านนี้ ข้ากับบุตรต้องการเดินทางไปยังหมู่บ้านซานตงเจ้าคิดราคาเท่าใดหรือ?"
"เรียนฮูหยินท่านนี้ หมู่บ้านซานตงห่างออกไปหลายสิบลี้ ข้าคิดเพียงหนึ่งตำลึงเงิน ท่านตบลงรึไม่ขอรับ"
"รบกวนน้องชายแล้ว"
เมื่อตกลงราคากันได้นางก็พาบุตรสาวขึ้นรถม้าทันที จะว่าแพงก็ไม่จะว่าถูกก็มิเชิง คนขับรถม้าเห็นว่ามีเด็กบาดเจ็บมาด้วยจึงสงสารคิดราคากึ่งกลางมิมากและมิได้น้อยจนเกินไป นางต้องยอมเสียเงินเพราะจะให้พวกนางเดินเท้าไปคงไปมิถึงง่ายๆ
"น้องชายวิ่งตรงไปทางนั้นเมื่อเจอแยกให้เลี้ยวซ้ายมือ"
"ขอรับ"
เมื่อรถม้ามาถึงก็เกือบเลยยามซวีไปแล้ว รถม้าที่วิ่งเข้ามาชาวบ้านบางคนก็สังเกตุเห็น คนที่เห็นต่างสงสัยใครกันมาที่บ้านเก่าของตระกลูมู่ "ขอบคุณน้องชายที่มาส่งนี้เงินหนึ่งตำลึงตามที่ตกลงกันไว้"
"ฮูหยินท่านนี้บ้านหลังนี้คงมิมีคนอยู่ท่านแน่ใจนะว่ามาถูก"
"ขอบคุณน้องชายที่เป็นห่วง ข้ากับบุตรสาวขอตัวก่อน"
นางหลันฮวาอุ้มบุตรสาวคนเล็กลงรถม้า ตอนนี้บุตรสาวของนางเริ่มมีอาการไข้ขึ้นมาแล้ว คงต้องรีบเข้าไปในบ้านก่อน
"เข้าไปในบ้านกันก่อนเถอะ ระวังกันด้วยล่ะ"
"เจ้าค่ะ"
บ้านเก่าของนางหลันฮวา เป็นบ้านก่อด้วยอิฐโคลน มีสองห้องนอน มีครัวเล็กๆด้านหลัง แต่สภาพค่อนข้างผุพัง "ช่วยกันปัดกวาดที่นอนกันก่อน แม่จะไปหาดูหลังบ้านยังพอมีน้ำหลงเหลืออยู่รึไม่ "
"เจ้าค่ะ//เจ้าค่ะ"
สองพี่น้องช่วยกันปัดกวาดที่เตียงเบาๆ หยากใยแมงมุมที่เต็มไปหมด ความมืดที่แทบจะมองมิค่อยเห็น พวกนางทำเพียงแค่คลำๆเอา อาศัยแสงสว่างจากแสงจันทร์ จากด้านนอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"โชคดีที่หลังบ้านยังพอมีน้ำอยู่บ้าง พวกเจ้าสองพี่น้องไปล้างหน้าล้างตากันก่อน เดินไปทางนั้นนะระวังกันด้วย"
เมื่อได้น้ำกับอ่างน้ำมา นางก็เข้าไปอีกห้องหนึ่งลองค้นหาเทียนมาจุดให้แสงสว่างภายในห้อง ดีที่นางรู้ว่าท่านแม่ของนางชอบเก็บของใช้ไว้ตรงไหน มิเช่นนั้นพวกนางแม่ลูกคงต้องยุในความมืดทั้งคืนแน่
สางหลันค่อยๆเช็ดตัวให้บุตรสาวคนเล็กอย่างเบามือ ก่อนจะค่อยๆป้อนยาสมุนไพรต้มให้นาง ดีที่บ้านท่านแม่ยังคงมีเครื่องครัวอยู่ครบ ขาดแต่เพียงข้าวสารอาหารแห้ง ดีที่นางให้บุตรสาวคนโตไปซื้อหมั่นโถวมาไว้กินประทังหิวไปก่อน มิเช่นนั้นพวกนางคงเป็นลมล้มไปกันหมดนี้
คืนนั้นทั้งสี่ชีวิตนอนเบียดกันในห้องเดียวกัน เพราะอากาศที่หนาวเย็นในช่วงกลางคืน ทำให้พวกนางแทบจะนอนไม่หลับ ดีที่ในบ้านยังมีผ้าห่มเก่าๆของท่านยายอยู่ มิเช่นนั้นพวกนางทั้งห้าคงหนาวตายกันหมดแน่ แต่นางหลันก็นอนมิค่อยหลับเท่าใด เหตุด้วยต้องตื่มาคอยดูอาการของบุตรสาวคนเล็กอยู่ตลอดเวลานั้นเอง
เช้าวันต่อมานางหลันตื่นนอนแต่เช้ามืด นางออกมายังลานหน้าบ้านก่อนจำสำรวจดูความรกร้าง ระหว่างที่นางกำลังก้มๆเงยยกของลากไม้ออกจากหน้าลานบ้านอยู่นั้น ก็มีเพื่อนบ้านแวะเข้ามาทักทาย
"อ้าว!! นั้นใช่ มู่หลันฮวารึไม่"
"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านป้าฟาง ข้าหลันฮวาเองเจ้าค่ะ"
"เจ้ามาเมื่อใดป้ามิเห็น แล้วนี้บุตรกับสามีเจ้าล่ะมาด้วยรึไม่"
หลันฮวาได้แต่ยิ้มอย่างฝืดๆ "ข้ามากับลูกๆเจ้าค่ะ มาถึงเมื่อคืน"
นางฟางมองออกทันที นี้คงถูกขับไล่ออกมาเป็นแน่ ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ แต่นางฟางก็เลือกที่จะไม่ถามต่อ นางอยู่มาจนปูนนี้แล้วรู้ว่าอันใดควรพูดมิควรพูด "ข้าต้องไปก่อนแล้ว มีเรื่องอันใดไปหาป้าได้อย่าได้เกรงใจรู้รึไม่"
"ขอบคุณท่านป้านฟางเจ้าค่ะ"
นางหลันกำลังจะลากเศษไม้ไปกองรวมไว้อีกด้านต่อ แต่ก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น "นั้นใช่หลันฮวารึไม่"
หลันฮวาหันไม่มองตามเสียง ก็พบเข้ากับท่านพี่สวีข่าย นางรู้สึกอับอายยิ่งนัก นางยังไม่พร้อมสู้หน้าคนตรงหน้า แต่ก่อนพี่สวีข่ายเคยชอบพอกันกับนาง แต่ท่านพ่อท่านแม่ของนางกลับยกนางให้ตระกลูต้วนไปเสียก่อน ทำให้นางกับท่านพี่สวีข่ายไร้วาสนาต่อกัน แล้วตอนนี้กลับต้องมาอยู่และพบเจอกันเช่นนี้
"เจ้าค่ะข้าเอง ท่านพี่สวีสบายดีรึไม่เจ้าค่ะ"
"เจ้าย้ายกลับมารึ "
"เจ้าค่ะ"
"เจ้ามาแต่เพียงผู้เดียวรึอย่างไร สามีเจ้าเล่า?"
"ข้ามากับบุตรสาวอีกสามคนเท่านั้นเจ้าค่ะ" นางยิ้มอย่างเศร้าๆ ก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อ
"ให้พี่ช่วยเถอะ เจ้าตัวแค่นี้จะเอาแรงจากไหนมาถากถางได้"
"ข้าทำเองได้ เดี๋ยวลูกๆของข้าก็ออกมาช่วยอีกแรงเจ้าค่ะ" ยังไม่ทันที่นางจะพูดต่อบุตรสาวทั้งสองก็เดินออกมาพอดี
"ซีฮั่นอี๋นั่ว รีบคาราวะท่านลุงสวีก่อนซิลูก"
"คราวะท่านลุงสวีเจ้าค่ะ//เจ้าค่ะ" บุตรสาวของนางหลันรีบคำนับท่านลุง ตามคำแนะนำของมารดาร
"พวกนางคือบุตรสาวของข้าเจ้าค่ะ คนโตชื่อซีฮัน คนนี้อายุ12ปี คนรองชื่ออี๋นั่ว คนนี้อายุ10ปีส่วนคนที่สามนางชื่อลีลี่อายุ8ปี เจ้าค่ะท่านพี่สวี"
สวีข่ายพยักหน้าและคำนับตอบกลับเล็กน้อย ตอบรับการคาราวะของเด็กๆเบื้องหน้า ทำไมเขารู้สึกคันยุบยิบในหัวใจเยี่ยงนี้เล่า เขาเฝ้ามองสามแม่ลูกคุยกระซิบอะไรกันบางอย่าง
"ประเดี๋ยวแม่เข้าไป พวกเจ้าเข้าไปอยู่กับน้องก่อนเถอะ"
"เจ้าค่ะ"
เมื่อบุตรสาวทั้งสองเดินเข้าไปยังด้านใน นางก็รีบเอ่ยปากขอตัวกับท่านพี่สวีข่ายทันที "ขอตัวก่อนนะเจ้าค่ะ วันหลังข้าจะไปเยี่ยมเยียนท่านลุงท่านป้าสวีนะเจ้าค่ะ"
สวีข่ายได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะมองคนรักเก่า เดินเข้าไปในบ้านที่เกือบพังตรงหน้า เขาจะปล่อยให้พวกนางอยู่แบบนี้ได้เหรอ? ไม่ได้การต้องรีบหาคนมาช่วยจัดการโดยเร่งด่วน
ไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมคนในหมู่บ้านสามสี่คน เมื่อชาวบ้านรู้ว่าบุตรสาวของตาเฒ่ามู่กลับมาอยู่ที่หมู่บ้าน และบ้านเดิมของตาเฒ่ามู่ก็ผุฟังไปมาก บางคนก็พร้อมที่จะเข้ามาช่วยถากถางหญ้าที่รกร้าง และช่วยซ่อมบ้านที่ผุฟังนั้นด้วยความเต็มใจ
เรื่องราวของสาวจากยุค2022 ที่ต้องหลงการเวลามายังยุคจีนโบราณ แล้วสาวสวยแถมยังโสดอย่างคุณหนูลูกปลา ที่ต้องย้ายมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่มีครอบครัวแล้ว คุณหนูลูกปลาจะสามารถรอดพ้นจากความหื่นของสามี และความจนที่ถูกมอบให้ได้รึไม่?
คนเราบางครั้งก็หวนนึกขึ้นมาได้ว่าตายแล้วไปไหน ซึ่งเป็นคำถามที่ไร้คำตอบเพราะไม่มีใครสามารถมาตอบได้ว่าตายไปแล้วไปไหน หากจะรอคำตอบจากคนที่ตายไปแล้วก็ไม่เห็นมีใครมาให้คำตอบที่กระจ่างชัด ชลดา หญิงสาวที่เลยวัยสาวมามากแล้วทำงานในโรงงานทอผ้าซึ่งตอนนี้เป็นเวลาพักเบรค ชลดาและเพื่อนๆก็มานั่งเมาท์มอยซอยเก้าที่โรงอาหารอันเป็นที่ประจำสำหรับพนักงานพักผ่อน เพื่อนของชลดาที่อยู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า "นี่พวกแกเวลาคนเราตายแล้วไปไหน" เอ๋ "ถามอะไรงี่เง่าเอ๋ ใครจะไปตอบได้วะไม่เคยตายสักหน่อย" พร "แกล่ะดารู้หรือเปล่าตายแล้วไปไหน" เอ๋ยังถามต่อ "จะไปรู้ได้ยังไง ขนาดพ่อแม่ของฉันตายไปแล้วยังไม่รู้เลยว่าพวกท่านไปอยู่ที่ไหนกัน เพราะท่านก็ไม่เคยมาบอกฉันสักคำ" "อืม เข้าใจนะแก แต่ก็อยากรู้อ่ะว่าตายแล้วคนเราจะไปไหนได้บ้าง" "อืม เอาไว้ฉันตายเมื่อไหร่ จะมาบอกนะว่าไปไหน" ชลดาตอบเพื่อนไม่จริงจังนักติดไปทางพูดเล่นเสียมากกว่า "ว๊าย ยัยดาพูดอะไร ตายเตยอะไรไม่เป็นมงคล ยัยเอ๋แกก็เลิกถามได้แล้ว บ้าไปกันใหญ่" พรหนึ่งในกลุ่มเพื่อนโวยวายขึ้นมาทันที แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากวันนั้นที่คุยกันที่โรงอาหารจะเป็นการคุยเล่นกันวันสุดท้ายของชลดา เพราะหลังจากเลิกงานกลับมาชลดาก็เสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับหอพักด้วยสาเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันและมีการยิงกันเกิดขึ้นและชลดาคือผู้โชคร้ายที่ผ่านทางมาพอดี ท่ามกลางความเสียใจของเพื่อนๆ เอ๋ได้แต่หวังว่า ชลดาคงไม่มาบอกกับเธอจริงๆหรอกใช่ไหมว่าตายแล้วไปไหน
นรีรัตน์ตอบตกลงทำตามสัญญาที่ว่าเธอจะแต่งงานกับชยุดและต้องมีลูกกับเขาภายในเวลาหนึ่งปี มิเช่นนั้น เธอจะต้องสูญเสียทุกอย่างในชีวิตของเธอไป แต่การกระทำมักทำยากกว่าคำพูดเสมอ การที่เธอต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งให้ขายหน้าวันแล้ววันเล่า จนที่สุดเธอหมดความอดทนและไม่อยากจะยอมก้มหัวอย่างคนพ่ายแพ้อีกต่อไป ในวันที่เขาประสบอุบัติเหตุ เธอได้อุทิศเสียสละโดยไม่ได้นึกถึงความปลอดภัยของตนเองเพื่อช่วยชีวิตของเขาไว้ ถึงแม้ว่าในตอนนี้เธอยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ในอีกไม่ช้าเธอจะหายตัวไปจากชีวิตของเขา ตราบจนถึงเวลาที่ลูกของพวกเขาเติบโตขึ้นมา และเมื่อถึงเวลานั้นโชคชะตาจะพัดพาให้พวกเขากลับพันผูกกันอีกครั้ง เดิมทีเธอจะกลับไปหาเขาก็ได้ แต่ตอนนี้เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่จะอุทิศทุกสิ่งอย่างเพื่อความรักในตัวเขาอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เธอพร้อมแล้วที่จะต่อสู้เพื่อลูกชายของตัวเอง
หลัวเจิง ผู้ตกจากที่สูงกลายเป็นทาสที่ต่ำต้อย มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาพบวิธีฝึกในตัวเองให้กลายเป็นอาวุธโดยบังเอิญ สงครามการต่อสู้เริ่มขึ้นทันที และพึ่งพาความเชื่ออันแรงกล้าในการไม่ยอมจำนน เขาพยายามแก้แค้นและไล่ตามความฝันอันยิ่งใหญ่ นักรบจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ ต่อสู้เพื่อความเป็นเจ้าโลกและโลกก็ปั่นป่วน อาศัยร่างกายที่เปรียบได้กับอาวุธวิเศษ หลัวเจิงเอาชนะศัตรูจำนวนมากบนเส้นทางสู่ความเป็นอมตะ ในที่สุดเขาจะทำสำเร็จหรือไม่?
เธอเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย แต่ต้องประสบเคราะห์กรรมสูญเสียแม่ไปตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่วันนั้นเธอก็ไม่มีวันอยู่เป็นสุขเลย พ่อแท้ ๆ และแม่เลี้ยงของเธอบังคับให้เธอแต่งงานกับชายที่เธอไม่รักแทนน้องสาวต่างมารดาของเธอ เธอไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมของตน ในวันแต่งงาน เธอหนีออกจากบ้านไปและได้มีอะไรกับชายแปลกหน้าคนหนึ่งในคืนนั้น หลังจากนั้นเธอก็พยายามจะหนีไปแต่สุดท้ายก็ถูกพ่อเธอหาจนพบ และหนีไม่รอดชะตากรรมที่จะต้องแต่งงานแทนน้องสาว เธอจะพบว่าชายที่เคยมีอะไรกับเธอในคืนนั้นก็คือสามีของเธอหรือไม่ และเขานั้นจะรู้ว่าเธอเป็นแค่เจ้าสาวปลอมหรือไม่ ตลอดจนความลับเบื้องหลังของสามีคนจนจะเป็นเช่นไร ติดตามไปด้วยกันเลย
"ความรักทำให้คนตาบอด" เซิงเกอละทิ้งชีวิตที่สงบสุขเพื่อแต่งงานกับชายคนนั้น ยินยอมทำตัวเหมือนคนรับใช้ที่ไร้ตัวตนมาสามปีเต็ม แต่ในที่สุดเธอก็ตระหนักว่าความพยายามของเธอ มันไร้ประโยชน์สิ้นดี เพราะในใจของสามีตัวเองมีแต่รักแรกของเขา เซิงเกอรู้สึกผิดหวังอย่างมาก และขอหย่าอย่างเด็ดขาด "ถึงเวลาแล้ว ฉันไม่ปกปิดอีกแล้ว จะบอกความจริงให้" ทันใดนั้น โลกออนไลน์ก็ระเบิดขึ้นทันที มีข่าวลือว่าสาวรวยพันล้านคนหนึ่งหย่าร้างแล้ว ดังนั้น ซีอีโอนับไม่ถ้วนและชายหนุ่มรูปงามต่างรีบเข้าหาเธอเพื่อเอาชนะใจเธอ เฝิงอวี้เหนียนเห็นดังนั้นจึงทนไม่ไหวอีกต่อไปเลยจัดงานแถลงข่าวในวันถัดไป โดยขอร้องอย่างจริงจังว่า: ผมรักเซิงเกอ ขอร้องคุณภรรยากลับบ้านนะ
ตลอดระยะเวลาสามปีที่หยุยเอินแต่งงานกับฝู้ถิงหย่วน เธอพยายามทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด เธอคิดว่าความอ่อนโยนของตนจะสามารถละลายใจที่เย็นชาของฝู้ถิงหย่วนได้ แต่ต่อมาเธอก็รู้ตัวว่าไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน ผู้ชายคนนี้ก็ไม่มีวันจะตกหลุมรักเธอได้ ด้วยความสิ้นหวังของเธอ สุดท้ายเธอตัดสินใจที่จะยุติการแต่งงานครั้งนี้ ในสายตาของฝู้ถิงหย่วน หยุยเอิน ภรรยาของเขาเป็นผู้หญิงที่โง่ ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าภรรยาของเขาจะกล้าโยนใบหย่าใส่เขาต่อหน้าคนมากมายในงานเลี้ยงวันครบรอบฝู้ซื่อ กรุ๊ป หลังจากหย่าร้าง ทุกคนต่างคิดว่าพวกเขาจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป แต่เรื่องราวระหว่างทั้งสองคงไม่ได้จบลงอย่างง่าย ๆ แบบนี้ หยุยเอินได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และคนที่เป็นผู้มอบถ้วยรางวัลให้กับเธอก็คือฝู้ถิงหย่วน หยุยเอินคิดไม่ถึงว่าผู้ชายที่สูงส่งและแสนเย็นชาคนนี้จะลดตัวลงอ้อนวอนเธอต่อหน้าผู้ชมทั้งหมด"หยุยเอิน ก่อนหน้านี้คือผมผิดเอง ขอโอกาสให้ผมอีกครั้งได้ไหม"หยุยเอินยิ้มด้วยความมั่นใจ"ขอโทษนะคุณฝู้ ตอนนี้ฉันสนใจแต่เรื่องงาน"ชายหนุ่มคว้ามือเธอไว้ ดวยตานั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง หยุยเอินสบัดมือเขาและเดินจากไปโดยปราศจากความลังเลใด ๆ