หัวใจของสุภัทราหล่นวูบไปเล็กน้อย ความผิดหวังแล่นผ่านเข้ามาในอก แต่เธอก็กดมันไว้จนชินชา
"ได้ค่ะ" เธอตอบด้วยรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาตลอดห้าปีของการแต่งงาน "เดี๋ยวฉันไปหานะคะ"
เธอกดวางสาย เก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าถือใบหรู แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
แสงแดดของกรุงเทพฯ ยามบ่ายสาดส่องเข้ามาจนแสบตา สุภัทรายกมือขึ้นป้อง แสงแดดตกกระทบแหวนเพชรบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ ส่องประกายระยิบระยับจนน่าขัน
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้าสู่โรงแรมที่อยู่ไม่ไกล พนักงานเปิดประตูโค้งคำนับให้เธออย่างนอบน้อม เธอเดินผ่านล็อบบี้ที่โอ่อ่า ตรงไปยังลิฟต์ด้วยความคุ้นเคย
ก็จะไม่ให้คุ้นเคยได้อย่างไร ในเมื่อห้องเพรสซิเดนเชียลสวีทของโรงแรมแห่งนี้ กรศิษฎ์สามีของเธอเหมาไว้เป็นรายปีมาหลายปีแล้ว
ในลิฟต์ที่บุด้วยไม้ขัดมันวาววับ เธอจัดชายกระโปรงให้เข้าที่ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามปั้นรอยยิ้มที่สดใสที่สุด เธอคิดว่าจะทำให้เขาประหลาดใจ
ลิฟต์เปิดออกที่ชั้นบนสุด ทางเดินปูพรมหนานุ่มจนแทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า เธอเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องสวีทที่คุ้นเคย แต่แล้วก็ต้องชะงัก
ประตูห้องไม่ได้ปิดสนิท มันแง้มอยู่เล็กน้อย พอให้เสียงจากข้างในเล็ดลอดออกมาได้
เป็นเสียงน้ำสาดกระเซ็น...และเสียงหัวเราะคิกคักของผู้หญิง
หัวใจของสุภัทราดิ่งวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม มือของเธอที่กำลังจะเอื้อมไปจับที่จับประตูค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ เลือดในกายเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง
เธอควรจะหันหลังกลับไป แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ใช้คีย์การ์ดของตัวเองทาบลงไปที่ประตู
ประตูเลื่อนเปิดออกอย่างเงียบกริบ
ในห้องนั่งเล่นไม่มีใคร แต่เสียงพูดคุยที่ชัดเจนขึ้นดังมาจากทางห้องนอน
"สิทธิ์คะ เมื่อไหร่คุณจะหย่ากับผู้หญิงไร้ประโยชน์คนนั้นสักที" เสียงออดอ้อนของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
เลือดทั้งตัวของสุภัทราแข็งตัวในทันที เสียงนี้...ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่านเธอก็ไม่มีวันลืม
ปรียานุช กาญจนาคม
"เร็ว ๆ นี้แหละ ที่รัก" เธอได้ยินเสียงทุ้มต่ำของกรศิษฎ์ตอบกลับอย่างอ่อนโยน "อดทนอีกนิดนะ"
สุภัทราทรุดตัวลงพิงกับผนังที่เย็นเฉียบ เรี่ยวแรงทั้งหมดหายไปจากร่างกายราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น หูของเธออื้ออึงไปหมด โลกทั้งใบหมุนคว้าง
เธอไม่ได้บุกเข้าไปอาละวาด ไม่ได้กรีดร้อง เธอแค่หันหลังกลับอย่างช้า ๆ เดินถอยออกมาจากห้องนั้นเหมือนวิญญาณที่ไร้ตัวตน
เท้าของเธอพาเธอมาหยุดอยู่ที่ริมสระว่ายน้ำกลางแจ้งของโรงแรม ผืนน้ำสีฟ้าใสในสระสะท้อนแสงแดดยามบ่าย มันดูเหมือนดวงตาขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองเธออย่างเย็นชาและเย้ยหยัน
เธอก้มลงมองแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง
ห้าปี...การแต่งงานที่เธอทุ่มเทให้ทั้งชีวิต กลับเป็นเพียงเรื่องตลกชิ้นหนึ่ง
เธอถอดแหวนวงนั้นออกมาช้า ๆ โดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว โลหะเย็นเฉียบสัมผัสปลายนิ้วของเธอเป็นครั้งสุดท้าย
แล้วเธอก็เงื้อมือขึ้นสุดแขน ขว้างมันออกไปสุดแรง
แหวนเพชรลอยคว้างกลางอากาศ วาดเป็นเส้นโค้งเล็ก ๆ ก่อนจะตกลงกระทบผิวน้ำดัง "จ๋อม"
มันจมดิ่งลงสู่ก้นสระอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ทำให้เกิดระลอกคลื่นใด ๆ เลย...เหมือนกับการแต่งงานของเธอไม่มีผิด
สุภัทราหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา รายชื่อแรกที่ปรากฏคือ "สามี" เธอมองมันด้วยสายตาว่างเปล่า แล้วเลื่อนผ่านไปอย่างไม่ไยดี
นิ้วของเธอหยุดอยู่ที่รายชื่อหนึ่ง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกดโทรออก
"สวัสดีค่ะ คุณทนายหวังใช่ไหมคะ" เสียงของเธอเรียบสนิทจนน่ากลัว "ดิฉันสุภัทราค่ะ ช่วยร่างสัญญาหย่าให้ดิฉันฉบับหนึ่ง"
หลังจากวางสายจากทนายความ เธอก็ไม่ได้หยุดพัก นิ้วเรียวยาวกดโทรออกไปยังอีกเบอร์หนึ่งทันที
เบอร์โทรศัพท์ของแม่สามี...คุณหญิงอุไรวรรณ
"ค่ะ คุณแม่" เมื่อปลายสายรับ เธอก็กรอกเสียงลงไปอย่างราบเรียบ
"สุภัทรา มีอะไรหรือเปล่าลูก" เสียงของคุณหญิงอุไรวรรณยังคงความสูงศักดิ์และสง่างามเช่นเคย
"ฉันตกลงจะหย่าค่ะ"
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียงที่พยายามเก็บซ่อนความยินดีเล็ดลอดออกมา "ลูกคิดดีแล้วใช่ไหม"
สุภัทราแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
"แต่ฉันมีเงื่อนไขค่ะ" เธอพูดต่อ เสียงของเธอเย็นชาและเฉียบขาด "คอนโดกับบ้านพักตากอากาศสิบแห่งใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งหมดต้องโอนเป็นชื่อของฉัน"
คุณหญิงอุไรวรรณเงียบไปอีกครั้ง ครั้งนี้เธอน่าจะกำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย
"ไม่อย่างนั้น" สุภัทราพูดต่อราวกับตอกตะปูปิดฝาโลง "ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะให้คนทั้งกรุงเทพฯ รู้ว่าทายาทตระกูลคุ้มภัยนอกใจภรรยาในสมรส มันจะทำให้ตระกูลต้องอับอายขายหน้าแค่ไหน"
คำขู่นี้ได้ผลเสมอ
"ได้" คุณหญิงอุไรวรรณตอบตกลงทันที "จัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อยแล้วกัน"
สุภัทรากดวางสาย เธอหันหลังให้กับสระว่ายน้ำ หันหลังให้กับโรงแรมแห่งนี้ แสงแดดยังคงสาดส่องลงมาบนตัวเธอ แต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นใด ๆ อีกต่อไปแล้ว