สายตาสงสารและเวทนาเหล่านั้นเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งความสำเร็จสูงสุดของฉันให้กลายเป็นลานประหารที่น่าอับอายขายหน้า
จากนั้นข้อความจากเขาก็ส่งมา มันเป็นคำยืนยันอันเยือกเย็นถึงสถานะของฉันในชีวิตเขา
“มีเรื่องด่วนเข้ามา อิซาเบลลาต้องการตัวผม คุณคงเข้าใจ มันคือธุรกิจ”
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ฉันเป็นเพียงสมบัติชิ้นหนึ่งของเขา ภรรยาผู้เงียบขลึมที่ถูกขังไว้ในกรงทองบนชั้นบนสุดของตึกระฟ้า ฉันเทความเหงาและความเจ็บปวดทั้งหมดลงบนผืนผ้าใบ แต่เขาไม่เคยเห็นคุณค่าของงานศิลปะฉันเลย เขาไม่เคยเห็นตัวตนของฉันจริงๆ ด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงทรัพย์สินอีกชิ้นหนึ่งของเขาเท่านั้น
คืนนั้นหัวใจของฉันไม่ได้แตกสลาย แต่มันกลายเป็นน้ำแข็ง
เขาไม่ได้แค่ละเลยฉัน แต่เขากำลังลบตัวตนของฉันทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันจึงเดินเข้าไปในห้องทำงานของเขาและยื่นเอกสารสัญญาของแกลเลอรีให้ปึกหนึ่ง
เขาแทบไม่เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ รู้สึกหงุดหงิดที่มีคนมาขัดจังหวะการขยายอาณาจักร เขาคว้าปากกาแล้วเซ็นชื่อลงบนช่องที่ฉันทำเครื่องหมายไว้อย่างรวดเร็ว
เขาไม่รู้เลยว่า แผ่นกระดาษที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นั้นคือใบหย่าของเรา
เขาเพิ่งจะเซ็นทิ้งภรรยาตัวเอง ราวกับเธอเป็นเพียงแค่ใบเสร็จค่าอุปกรณ์ศิลปะที่ไร้ราคา
บทที่ 1
มุมมองของเอลารา:
ในคืนที่ผลงานตลอดสี่ปีของฉันได้แขวนลงบนผนังแกลเลอรีในที่สุด ดันเต ซอฟราโน สามีของฉันกลับไปปรากฏตัวในข่าว โดยกำลังกางแขนบังฝนให้ผู้หญิงคนอื่น
แกลเลอรีแห่งนี้คือตัวแทนหยาดเหงื่อแรงกายตลอดสี่ปี คือจิตวิญญาณของฉันที่แขวนอยู่บนผนังสีขาวบริสุทธิ์ คืนนี้ควรจะเป็นจุดสูงสุดของทุกสิ่ง เป็นค่ำคืนที่ฉันจะได้เลิกเป็นเพียงคุณนายซอฟราโน ภรรยาผู้สงบเสงี่ยมของชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในชิคาโก และได้กลับมาเป็นเอลาราอีกครั้ง เป็นเพียงเอลารา ศิลปินคนหนึ่ง
ตลอดสี่ปี ฉันเทความโดดเดี่ยว ความอึดอัด และความเจ็บช้ำที่ไร้เสียงลงไปในทุกผืนผ้าใบ ฉันทำงานในสตูดิโอเก็บเสียงอันปลอดเชื้อที่ดันเตสร้างให้ มันคือกรงทองบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้า เขาเรียกมันว่าของขวัญ แต่ฉันรู้ดีว่ามันคือที่กักขังเพื่อไม่ให้ฉันไปเกะกะสายตา ในระหว่างที่เขาบริหารอาณาจักรแห่งเงามืด
ฉันลูบชุดเดรสผ้าไหมของตัวเอง มือสั่นเทาเล็กน้อย สายตาเหลือบมองพื้นที่ว่างเปล่าข้างกาย จุดที่สามีของฉันควรจะยืนอยู่
เขาเคยสัญญาไว้
“แน่นอน คารา ผมไม่มีทางพลาดเด็ดขาด” เขาเคยพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำที่เคยทำให้หัวใจฉันเต้นระรัว ทว่าตอนนี้มันฟังดูเหมือนคำโกหกเคลือบยาพิษ
โทรศัพท์ในกระเป๋าถือสั่นเตือน มีการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันข่าว ฉันกดเปิดดู ความรู้สึกอึดอัดแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอ
พาดหัวข่าวนั้นเด่นชัด “ดันเต ซอฟราโน และอิซาเบลลา โรมาโน ฝ่าพายุเข้าประชุมด่วน”
ในภาพนั้น แผ่นหลังกว้างของดันเตกำลังกำบังผู้หญิงคนหนึ่งจากสายฝนที่เทกระหน่ำ ขณะที่พวกเขารีบเดินเข้าไปในอาคารรัฐบาล สีหน้าของเขาเคร่งขรึมและจดจ่อ ส่วนอิซาเบลลา โรมาโน รองหัวหน้าตระกูลโรมาโนผู้เก่งกาจและเลือดเย็น มองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจอย่างที่สุด เขากางร่มให้เธอ ปล่อยให้เม็ดฝนเปียกชุ่มไหล่สูทราคาแพงระยับของตัวเอง
คำบรรยายใต้ภาพระบุว่า “แหล่งข่าวเผย การประชุมครั้งนี้สำคัญยิ่งต่อพันธมิตรใหม่ระหว่างซอฟราโนและโรมาโน ซึ่งเป็นการเดินเกมครั้งใหญ่ที่จะพลิกโฉมโลกใต้ดินของเมือง”
ความคลื่นไส้แล่นพล่านไปทั่วอก นี่ไม่ใช่แค่การประชุม แต่มันคือการประกาศจุดยืน เขาเลือกธุรกิจของเขา เลือกเธอ มากกว่าฉัน และเขาทำมันในค่ำคืนเดียวที่ฉันเคยร้องขอ ค่ำคืนที่ควรจะเป็นของฉัน
ผู้คนรอบข้างเริ่มกระซิบกระซาบ หลายคนแอบยกโทรศัพท์ขึ้นมา ฉันสัมผัสได้ถึงสายตาสมเพชและความอยากรู้อยากเห็น มันกลายเป็นแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ ฉันกลายเป็นภรรยาผู้ถูกทอดทิ้งของดอนผู้ยิ่งใหญ่ เป็นตัวตลกท่ามกลางสายตาสาธารณชน ความอัปยศส่วนตัวของฉันกลายเป็นจุดเด่นที่สุดของงานนิทรรศการไปเสียแล้ว
โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง เป็นข้อความจากดันเต
“มีเรื่องด่วนเข้ามา อิซาเบลลาต้องการตัวผม คุณคงเข้าใจ มันคือธุรกิจ”
หัวใจฉันไม่ได้แตกสลาย มันไม่ได้แหลกเป็นเสี่ยงๆ แต่มันหยุดเต้นไปเฉยๆ เหมือนเครื่องยนต์ที่หมดเชื้อเพลิงแล้วดับวูบลงสู่ความเงียบงันอันเย็นเยียบ
นี่คือกฎโอเมอร์ตา กฎแห่งความเงียบงันที่ถูกบิดเบือนมาใช้ในชีวิตคู่ ฉันถูกคาดหวังให้มองไม่เห็นอะไร ไม่พูดอะไร และต้องทนรับทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ของครอบครัว ครอบครัวของเขา
ลมหายใจฉันเหือดหาย แสงไฟสว่างจ้าในแกลเลอรีดูเหมือนจะหม่นแสงลง ฉันใช้เวลาสี่ปีทำความเข้าใจสถานะของตัวเอง ฉันเป็นเพียงสิ่งของสวยงามที่เขาครอบครอง เป็นงานศิลปะที่แขวนไว้ประดับบารมีเพื่อพิสูจน์ว่าอสูรตนนี้ยังมีด้านที่ศิวิไลซ์ ศิลปะของฉัน สิ่งเดียวที่ช่วยเยียวยาจิตใจ กลับกลายเป็นเพียงทรัพย์สินอีกชิ้นของเขา
จูเลียน เจ้าของแกลเลอรีและเพื่อนสนิทของฉัน เดินเข้ามายืนข้างๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“เอลารา คุณโอเคไหม” เขาถาม
ฉันฝืนยิ้ม รอยยิ้มที่เปราะบางจนรู้สึกเหมือนหน้าจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
“เขาติดประชุมด่วนน่ะ คุณก็รู้ว่างานเขาเป็นยังไง” ฉันพูดโกหกออกไปอย่างอัตโนมัติ มันเป็นสัญชาตญาณที่สั่งสมมาหลายปี ความภักดีสูงสุดคือกฎข้อแรกที่ภรรยามาเฟียต้องจำให้ขึ้นใจ
“เข้าใจแล้ว” จูเลียนตอบ แม้สายตาของเขาจะฟ้องชัดว่าไม่เชื่อเลยสักนิด “ผู้ชมของคุณกำลังรออยู่นะ คุณควรขึ้นไปพูดสักหน่อย นี่คือค่ำคืนของคุณ”
ฉันพยักหน้า ร่างกายขยับไปเองราวกับหุ่นยนต์ ฉันเดินฝ่าฝูงชน จับมือและรับคำยินดีจากผู้คนที่แววตาเต็มไปด้วยความเวทนา ฉันอธิบายถึงเทคนิคการวาด ถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังภาพนกโดดเดี่ยวท่ามกลางท้องฟ้ากว้างใหญ่
ฉันบอกพวกเขาว่านกตัวนั้นคือตัวแทนของอิสรภาพ
แต่ขณะที่กำลังพูด ความจริงอันเยือกเย็นและชัดเจนก็ตกตะกอนอยู่ในใจ
เขาไม่เคยเห็นตัวตนของฉัน ไม่เคยเห็นคุณค่าในงานของฉัน เขาเห็นเพียงผลประโยชน์ที่มันจะสร้างให้ และภาพลักษณ์หรูหราที่จะช่วยชำระล้างชื่อเสียงเปื้อนเลือดของเขา ดันเต ซอฟราโน ไม่ได้แค่ทอดทิ้งฉัน แต่เขากำลังลบฉันออกจากโลกใบนี้ เขาคิดว่าเขาเป็นเจ้าของจิตวิญญาณฉัน เพียงเพราะเขาเป็นคนจ่ายค่าผ้าใบและสีพวกนี้
ความรู้สึกใหม่ผุดขึ้นมาในความว่างเปล่าที่เคยเป็นหัวใจ ไม่ใช่ความเศร้า ไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือน้ำแข็ง คือความเด็ดเดี่ยวอันเยือกเย็นและไม่สั่นคลอน
เขาจะไม่มีวันลบตัวตนของฉันได้
เขาจะไม่มีวันทำลายฉันได้
ฉันนี่แหละที่จะทำลายเขาก่อน
ฉันขอตัวปลีกออกมา แล้วเดินเข้าไปในความเงียบสงบของห้องทำงานจูเลียน มือของฉันนิ่งสนิทแล้ว ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรหาทนายความ
“มาร์ก นี่เอลารา ซอฟราโนนะ ฉันต้องการให้คุณร่างเอกสารให้ฉัน”
“เอกสารการหย่าเหรอครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“ใช่” ฉันตอบ น้ำเสียงเย็นเยียบและชัดเจนราวกับผลึกแก้ว “แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด ฉันมีแผน ฉันมีวิธีทำให้เขาเซ็นทุกอย่างโดยไม่แม้แต่อ่านมันด้วยซ้ำ”
“เอลารา มันเสี่ยงมากนะ ถ้าดันเตจับได้ขึ้นมา–”
“เขาไม่มีทางรู้หรอก” ฉันพูดแทรก “ความเย่อหยิ่งคือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเขา เขาไม่เคยชายตามองสัญญาที่เกี่ยวกับงานศิลปะของฉันเลยสักครั้ง เขาก็แค่เซ็นทุกอย่างที่ถูกยื่นมาตรงหน้า เพราะเขาคิดว่ามันต่ำต้อยเกินกว่าที่เขาจะใส่ใจ”
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่
“ส่งเอกสารที่คุณต้องการมาให้ฉัน” ฉันพูด สายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่ชุ่มไปด้วยหยาดฝน “ฉันอยากให้เขาเซ็นสละชีวิตคู่ทิ้ง เหมือนกับตอนที่เขาเซ็นใบเสร็จค่าอุปกรณ์ศิลปะ ให้มันไร้ค่าและไม่มีความหมายอะไรเลย”