ดาวน์โหลดแอป ฮิต

อรจิรา กมลานันท์

หนังสือที่ตีพิมพ์ 2 เล่ม

หนังสือและนิยายทั้งหมดของอรจิรา กมลานันท์

เจ้าสาวจำยอม

เจ้าสาวจำยอม

5.0

เพื่อชดใช้หนี้ให้แก่เขา เธอต้องจำยอมเป็นเจ้าสาวของเขา เขาผู้ที่ทุกคนขนานนามว่าเป็นเสมือนปีศาจ เขามีอำนาจที่ทำให้ทุกคนยอมสยบแทบเท้า เธอรู้สึกท้อแท้ และสิ้นหวัง เขาโหดเหี้ยม และไร้ความเมตตา แต่แล้วความอ่อนหวานของเธอ ก็ทำให้เขาต้องจำนนต่อความลุ่มหลงที่ไม่อาจห้ามใจได้ ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัว เขาก็ไม่สามารถถอนตัวออกจากเธอได้เสียเเล้ว ความปรารถนาอันแรงกล้า ก่อให้เกิดเรื่องราววุ่นๆ ของพวกเขา แล้วความรักแบบมีเงื่อนไขนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร

อ่านเลย
สร้างรักด้วยกันกับเจ้าสาวจำยอม

สร้างรักด้วยกันกับเจ้าสาวจำยอม

4.9

เพื่อชดใช้หนี้ให้แก่เขา เธอต้องจำยอมเป็นเจ้าสาวของเขา เขาผู้ที่ทุกคนขนานนามว่าเป็นเสมือนปีศาจ เขามีอำนาจที่ทำให้ทุกคนยอมสยบแทบเท้า เธอรู้สึกท้อแท้ และสิ้นหวัง เขาโหดเหี้ยม และไร้ความเมตตา แต่แล้วความอ่อนหวานของเธอ ก็ทำให้เขาต้องจำนนต่อความลุ่มหลงที่ไม่อาจห้ามใจได้ ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัว เขาก็ไม่สามารถถอนตัวออกจากเธอได้เสียเเล้ว ความปรารถนาอันแรงกล้า ก่อให้เกิดเรื่องราววุ่นๆ ของพวกเขา แล้วความรักแบบมีเงื่อนไขนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร

อ่านเลย

คุณอาจชอบ

สาวน้อยผู้นำพาครอบครัวสู่ความมั่งคั่ง

สาวน้อยผู้นำพาครอบครัวสู่ความมั่งคั่ง

5.0

เธอตายจากโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้ จู่ ๆ ดันได้กลับมาเกิดใหม่เป็นสาวน้อยวัยห้าขวบ ฐานะยากจนที่ถูกญาติมิตรรังแก ถึงเวลาแล้วที่ฉินหลิวซีจะถกแขนเสื้อรื้อฟื้นโชคชะตา “ข้าจะพาครอบครัวร่ำรวยมั่งคั่งให้ได้”

อ่านเลย
ชายาร้าย ที่ไม่ได้รัก NC18+

ชายาร้าย ที่ไม่ได้รัก NC18+

4.9

นางเจ็บปวดปางตายเมื่อเขาโยนร่างบอบช้ำทิ้งไว้หลังจวนโดยไม่แยแส เมิ่งลี่เฟยน้ำตาไหลพรากทว่ากลับไม่ทำให้คนที่เพิ่งเหยียบย่ำร่างกายเล็กเห็นใจแต่ประการใด"เฝ้านางเอาไว้ให้ดีอย่าให้ออกมาทำเรื่องชั่วอีก"

อ่านเลย
ชายาข้าเป็นหมอนิติเวช

ชายาข้าเป็นหมอนิติเวช

4.9

วิญญาณแพทย์นิติเวชที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 21 ได้เข้ามาอยู่ในร่างคุณหนูของจวนเสนาบดีอย่างบังเอิญ ผู้คนกล่าวหาว่านางไม่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และทำให้บุตรชายของแม่ทัพตาย ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้ต้องการฆ่านางเพื่อให้คำอธิบายกับแม่ทัพ! ผู้คนกล่าวหาว่านางเป็นคนหยิ่งยโสและเจ้ากี้เจ้าการ ทุกคนเกลียดนาง และครอบครัวของนางต้องการไล่นางออก! ผู้คนกล่าวหาว่านางเป็นคนเลวทรามและไร้ความปรานี วางยาน้องสาว และพ่อของนางต้องการโบยนางจนตาย! ในความเป็นจริงหากอยากจะกล่าวหาผู้ใดสักคน มันก็หาข้ออ้างได้ทั่ว แต่นางเป็นคนไม่ยอมใคร นางผอมบางนางหนึ่งปลุกปั่นโลกด้วยความสามารถอันทรงพลังตนเอง ท่านอ๋องกล่าวว่า หากได้เจ้ามาครอบครอง ข้ายอมทรยศทุกคนในโลก นางกล่าวว่า เพื่อท่าน ต่อให้ทุกคนในโลกเกลียดข้า ข้าก็ยอม

อ่านเลย
ฉันขอเลี้ยงดูสามีตกอับ ที่แท้เขาคือมหาเศรษฐี

ฉันขอเลี้ยงดูสามีตกอับ ที่แท้เขาคือมหาเศรษฐี

5.0

ข้อความบอกเลิกจากแฟนหนุ่มที่คบกันมาสี่ปี ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ของสุพิชญาอย่างไร้เยื่อใย ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งสติได้ เธอกลับเห็นเขาเดินลงจากรถมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง... ซึ่งก็คือเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ ทั้งสองเดินควงแขนแนบชิดเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ที่พวกเธอเคยสร้างอนาคตด้วยกัน ราวกับสวรรค์กลั่นแกล้ง ระบบ "จับคู่สมรสภาคบังคับ" ของรัฐบาลตรวจพบสถานะโสดของเธอทันที เธอถูกบังคับให้จดทะเบียนสมรสกับผู้ชายแปลกหน้าที่ดูเหมือนคนขับรถรับจ้างหาเช้ากินค่ำ ความโชคร้ายยังไม่จบแค่นั้น แฟนเก่าและเพื่อนทรยศยังตามมาจองล้างจองผลาญ พวกเขาร่วมมือกันขโมยไฟล์งานสำคัญ ทำให้สุพิชญาถูกบริษัทไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม เธอต้องอุ้มกล่องกระดาษออกมายืนร้องไห้อย่างหมดสภาพ ขณะที่พวกเขายังตามมาเยาะเย้ย และชี้หน้าดูถูกสามีป้ายแดงของเธอ "อะไรกัน? คนขับรถก็ใส่สูทด้วยเหรอ? เช่ามาล่ะสิ?" สุพิชญารู้สึกเจ็บปวดและสูญสิ้นทุกอย่าง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอรักและไว้ใจที่สุดถึงทำลายชีวิตเธอได้เลือดเย็นขนาดนี้ แต่ท่ามกลางสายตาดูถูกของทุกคน สุพิชญาตัดสินใจเช็ดน้ำตา เธอจับมือชายหนุ่มคนนั้นไว้แน่น แล้วประกาศก้องว่าเขาคือสามีของเธอ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า "คนขับรถจน ๆ" ที่เธอกำลังกางปีกปกป้อง แท้จริงแล้วคือมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศ... และเขากำลังส่งข้อความสั่งให้บริษัทของพวกทรยศล้มละลายในทันที

อ่านเลย
หย่าแล้วไง อดีตภรรยาคือบอสลับ

หย่าแล้วไง อดีตภรรยาคือบอสลับ

5.0

ฉันลากร่างที่โชกเลือดของสามีออกมาจากซากรถและปั๊มหัวใจช่วยชีวิตเขาอย่างสุดกำลังเมื่อสามปีก่อน แต่วันนี้ เขากลับโยน "ใบหย่า" ใส่หน้าฉันอย่างแรง พร้อมด่าทอว่าฉันเป็นนางแพศยาที่กล้าผลักเมียน้อยของเขาตกน้ำ เขาดึงผู้หญิงคนนั้นมาหลบอยู่ด้านหลัง ปกป้องเธอราวกับสมบัติล้ำค่า แล้วหันมามองฉันด้วยสายตาราวกับมองขยะเปียกชิ้นหนึ่ง "ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้! ไปแต่ตัว!" เขาไล่ฉันออกจากตระกูลคล่องแคล่วกลางดึกที่พายุฝนโหมกระหน่ำ โดยไม่ให้หยิบของติดตัวไปแม้แต่ชิ้นเดียว พร้อมกับทิ้งคำเย้ยหยันไว้ว่า ถ้าไม่มีเงินของเขา ฉันก็ไม่มีปัญญาเอาชีวิตรอดได้แม้แต่วันเดียว ท่ามกลางความหนาวเหน็บ ฉันทรุดลงไปกองกับพื้นและอาเจียนออกมาอย่างหนัก ก่อนจะได้รับผลตรวจเลือดว่า... ฉันกำลังตั้งครรภ์ การทุ่มเทความรักมาตลอดสามปีแลกมาด้วยบาดแผลเต็มตัวและการถูกหักหลังอย่างเลือดเย็น เขาและทุกคนในสังคมชั้นสูงต่างหัวเราะเยาะ คิดว่าฉันเป็นแค่แม่บ้านไร้ค่าที่ถูกเขี่ยทิ้ง เป็นผู้หญิงหิวเงินที่ไม่มีทางสู้ แต่พวกมันไม่มีใครรู้เลยว่า เพื่อที่จะมาเป็นภรรยาของเขา ฉันยอมเก็บซ่อนตัวตนและสละป้ายคำสั่งแห่ง "เปลวอัคคี" องค์กรใต้ดินที่ทรงอิทธิพลที่สุดทิ้งไป ฉันมองหยาดฝนที่ปะปนไปกับน้ำตา ก่อนจะล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดโทรออก "ศศิธร ฉันหย่าแล้ว เตรียมรถให้หน่อย" หนี้ที่พวกมันติดค้างฉันไว้ ถึงเวลาที่ฉันจะกลับไปทวงคืนทั้งต้นทั้งดอก และเหยียบย่ำความหยิ่งยโสของพวกมันให้จมดินบนสนามแข่งรถ!

อ่านเลย
เขาคือความฝันของโลกมนุษย์

เขาคือความฝันของโลกมนุษย์

5.0

นางเอกสาวพราวเสน่ห์ของโลกมนุษย์ VS พระเอกอ่อนโยนแสนร้ายกาจ สามปีต่อมา เธอกลับมาที่เมืองจินเฉิงอีกครั้ง ก็มีชาติตระกูลโด่งดัง มีคนรักที่รักใคร่กลมเกลียวกับลูกแฝดน่ารักคู่หนึ่ง เดินถือแก้วไวน์ไปในงานเลี้ยง เธอยิ้มสดใสเหมือนดอกไม้แรกแย้ม แต่เมื่อหันหลังกลับ กลับถูกเขาจับตัวกดไว้กับด้านหลังเสาที่ไม่มีคน เขาคือดวงดาวริบหรี่บนท้องฟ้ายามราตรี เป็นความฝันที่เคยไกลเกินเอื้อมของเธอในอดีต แต่ตอนนี้กลับพูดเสียงเข้มข้นข้างหูว่า “ในที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว! ” ริมฝีปากของเธอถูกกัดจนเป็นแผล แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ “คุณเว่ย ต้องให้ฉันเตือนคุณไหม? เราหย่ากันไปนานแล้วนะคะ”

อ่านเลย
ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวน้อยของสามีพิการ

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวน้อยของสามีพิการ

4.8

เจ้าของร่างเดิมถูกท่านย่าตัวเอง ขายให้ชายพิการด้วยเงินเพียงห้าตำลึง จึงคิดสั้นไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทำให้วิญญาณของเซี่ยซือซือทะลุมิติมาเข้าร่างแทน ชีวิตในโลกนี้บิดามารดาล้วนตายไปแล้ว เหลือเพียงน้องสาวกับน้องชายร่างกายผอมแห้งหิวโซสองคน เธอต้องช่วยพวกเขาให้รอด ก่อนจะถูกคนชั่วพวกนี้ขายทิ้งไปแบบเธอ 1 : ทะลุมิติ แคว้นจ้าว หมู่บ้านตระกูลแซ่อวี่ ภายในบ้านสกุลเซี่ย “ท่านพี่รีบกินเร็วเข้า” เสียงเด็กเล็กดังก้องอยู่ข้างหูอย่างน่ารำคาญ ว่าแต่ฉันมีน้องชายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน รู้สึกได้ถึงอะไรแข็ง ๆ มาแตะที่ริมฝีปาก ทว่ายังลืมตาไม่ขึ้น “ท่านพี่กินสิ ๆ” เซี่ยซือซือรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งศีรษะ พยายามที่จะเปิดดวงตาขึ้นมอง เจ้าของเสียงเล็ก ๆ ด้านข้าง “ท่านพี่ ๆ ท่านพี่อย่าตายนะ ลืมตาสิท่านพี่” “นังตัวดีออกมาเดี๋ยวนี้นะ !” เสียงเอะอะโวยวายดังหนวกหูเซี่ยซือซือเป็นอย่างมาก ปัง ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อย ๆ เซี่ยซือซือลืมตาขึ้นจนได้ พลันสมองกลับมีเรื่องราวพรั่งพรูเข้ามาไม่ขาดสาย จนต้องกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด อ๊าก ! “พี่รอง !” เด็กน้อยเซี่ยซือหยางในวัยสามหนาวเรียกพี่สาวพร้อมเบะปากอยากร้องไห้ “ท่านพี่ !” เซี่ยซานซานทิ้งบานประตูที่ตัวเองดันไว้ หันกลับมาดูพี่สาวด้วยความตกใจ “ท่านพี่ ๆ ท่านเป็นอะไร อย่าทำให้พวกข้าตกใจสิท่านพี่ !” ผลัวะ ! มีคนถีบประตูบานเก่าผุพังเข้ามาภายในห้อง เด็กทั้งสองรีบเข้าไปขวางผู้บุกรุกไม่ให้ทำร้ายพี่สาว แม่เฒ่าเซี่ย เซี่ยจิ่วเม่ย หน้าตาแลดูดุร้าย ไม่ใช่หญิงชราใจดีแต่อย่างใด ด้านหลังของแม่เฒ่าเซี่ยยังมีลูกสะใภ้บ้านใหญ่ กับบ้านรองเดินตามมา ท่าทางดุดันเอาเรื่อง “ไอ้พวกบ้านสามตัวดี กล้าลักขโมยอาหารเอาไว้กินเอง ยังเห็นแม่เฒ่าอย่างข้าอยู่ในสายตาหรือไม่ ไอ้พวกหมาป่าตาขาว ดูซิวันนี้ข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไร” “ท่านย่าพวกข้าไม่ได้ขโมยนะ นี่เป็นหมั่นโถวของท่านพี่ ท่านพี่ไม่สบายข้าแค่เก็บไว้ให้ท่านพี่เท่านั้นเอง” เซี่ยซานซานยังเป็นเด็กหญิงวัยสิบหนาว แต่นางข่มความกลัวตอบโต้ผู้ใหญ่ในบ้านออกไป “หึ กฎบ้านก็มีบอกอยู่แล้วถ้าพลาดมื้ออาหารไปก็คืออด แต่พวกเจ้ากลับแหกกฎ แอบยักยอกอาหารเก็บไว้กินเอง ยังมีหน้ามาเถียงท่านแม่อีก ท่านแม่ท่านต้องลงโทษคนบ้านสามนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นข้าไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ตอนนั้นยวี่เฟยของข้านางได้พลาดมื้อเย็นไป ท่านก็ไม่ให้นางกินนะเจ้าคะ” สะใภ้บ้านรองนามว่าจงอี้ซิน ย้อนรำลึกถึงเรื่องลูกสาววัยแปดปีของตัวเองขึ้นมา “ดูเจ้าเด็กพวกนี้สิท่านแม่ กางแขนปกป้องพี่สาวตัวเอง ช่างน่าสมเพชไม่รู้จักสำเหนียกกำลังตัวเอง ถุย !” หลินพ่านเอ๋อสะใภ้บ้านใหญ่มองดูเด็กทั้งสองพร้อมถ่มน้ำลายใส่ตรงหน้า แม่เฒ่าเซี่ยมองลูกสะใภ้ทั้งสองสลับกันไปมา เดินตรงไปกระชากหมั่นโถวเย็นชืดแถมแข็งปานหิน ออกจากมือของเซี่ยซือหยาง “แง ๆ ๆ” เด็กน้อยถูกแย่งของกินของพี่สาวไป ถึงกับแผดเสียงร้องลั่น “เจ้าคนชั่ว ! เอามานะ ของท่านพี่ข้า” กำปั้นน้อย ๆ ทุบไปยังต้นขาของแม่เฒ่เซี่ย “เจ้าเด็กเนรคุณกล้าตีข้ารึ นี่นะ !” แม่เฒ่าเซี่ยเตะทีเดียวเซี่ยซือหยางก็กระเด็นไปติดกับผนังห้อง “น้องเล็ก !” เซี่ยซานซานรีบวิ่งไปอุ้มน้องชายขึ้นมากอดไว้ด้วยความตกใจ “ท่านย่า น้องเล็กยังเด็กไม่รู้ความ เหตุใดท่านถึงได้ใจร้ายเช่นนี้” “แง ๆ ๆ” เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยฟังแล้วน่าสงสารจับใจ ดวงตาที่ปิดไว้ก่อนหน้าของเซี่ยซือซือ ลืมขึ้นหลังจากค้นพบว่า ตัวเองได้ทะลุมิติมายังอดีตอันไกลโพ้นแล้วจริง ๆ หลังจากหลับตาลืมตาอยู่หลายหน เรียบเรียงความคิดที่ไหลเข้ามาไม่ยอมหยุด เมื่อค่อย ๆ จัดการกับมันได้ ความเจ็บปวดที่ศีรษะก่อนหน้าจึงบางเบาลง และมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเฉยชา ครบสูตรของการทะลุมิติจริง ๆ มีท่านย่าผู้ชั่วร้าย ขนาบข้างด้วยป้าสะใภ้เลวทั้งสอง ครั้นหันไปมองน้องสาวในวัยสิบขวบของตัวเองกับน้องชายตัวน้อย ทั้งตัวดำเมี่ยมเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาเป็นเดือน ร่างกายผอมแห้งเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าเก่าขาดมีรอยปะชุนเต็มไปหมด เส้นผมแห้งกรังเหมือนไม่ผ่านน้ำมานาน ยกมือของตัวเองขึ้นมาดู ไม่ได้มีสภาพต่างกันแม้แต่น้อย ครั้นเงยหน้ามองป้าสะใภ้ใหญ่ร่างกายอวบอ้วนเต็มไปด้วยก้อนไขมัน ป้าสะใภ้รองแม้ไม่ได้อ้วนแต่ก็ไม่ได้ผอม ยิ่งแม่เฒ่าเซี่ยด้วยแล้ว ร่างกายบึกบึนเหมือนคนกินดูอยู่ดีมาตลอด “ท่านแม่ดูอาซือมองท่านสิเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่เห็นสายตาเย็นเยียบของคนที่นอนอยู่บนเตียงก็อดแปลกใจไม่ได้ ดูเยือกเย็นจนไม่น่าไว้ใจ “เจ้าอย่าคิดว่ากระโดดน้ำตายแล้วทุกอย่างจะจบนะอาซือ ข้ารับเงินคนบ้านถานมาแล้ว ถ้าเจ้าตายข้าจะให้อาซานไปแทนเจ้า” คำพูดของแม่เฒ่าเซี่ยทำให้ดวงตาของเซี่ยซือซือเบิกกว้าง ท่านย่าของนางขายนางให้คนบ้านถานในราคาแค่ห้าตำลึง เจ้าของร่างเดิมไม่อยากไปเป็นเมียคนพิการ เลยไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทว่าเธอที่มาจากยุคปัจจุบันกลับเข้ามาแทนที่เจ้าของร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมว่ายน้ำไม่เป็น จึงได้ขาดอากาศตายใต้น้ำ แต่เธอที่เข้ามาสวมร่างกลับพาร่างนี้ขึ้นมาจากน้ำได้ โชคชะตาคงเล่นตลกให้เธอกับเจ้าของร่างเดิมมีชื่อเดียวกัน “ท่านย่าอาซานยังเด็กนัก ท่านอย่าได้ทำเช่นนั้นเลย” นานมากกว่าที่นางจะเอ่ยออกมา “มันอยู่ที่เจ้าอาซือ ข้าขอเตือนเอาไว้ อีกสองวันคนบ้านถานจะมารับตัวเจ้าแล้ว อย่าให้เกิดเรื่องขึ้น ไม่อย่างนั้นข้าจะส่งอาซานไปแทนเจ้า แล้วขายซือหยางทิ้งเสีย” แม่เฒ่าเซี่ยจ้องหน้าเซี่ยซือซือแบบอาฆาต เด็กนี่ก่อนหน้าดูอ่อนแอไร้ทางสู้ ทำไมวันนี้ถึงได้ดูแปลกตาไปนัก “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านจะลงโทษคนบ้านสามเรื่องหมั่นโถวนี่อย่างไรเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่ยังไม่ยอมปล่อยสามพี่น้องไปง่าย ๆ “พรุ่งนี้งดอาหารบ้านสาม” แม่เฒ่าเซี่ยเอ่ยแล้วหันหลังเดินออกจากห้องของเด็กน้อยทั้งสามไป โดยมีสะใภ้ใหญ่เดินตามไปด้วย “พวกเจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม จำใส่หัวเอาไว้ดี ๆ ด้วยล่ะ” สะใภ้รองหมุนตัวตามหลังไปติด ๆ “ท่านพี่ต่อไปท่านอย่าทำเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ข้ากับน้องเล็กจะทำอย่างไร ถ้าท่านไม่อยู่” เซี่ยซานซานปล่อยเสียงร้องไห้ในทันที

อ่านเลย
ขย่มรักเพื่อนพ่อ

ขย่มรักเพื่อนพ่อ

4.9

“อู้ว… ยังเป็นสีชมพูจริงๆ… ” เสี่ยรุตน์หมายถึงหัวนมที่ยังไม่เคยต้องมือและปากลิ้นของชายใดมาก่อน รีบกดริมฝีปากครอบดูดลนลานราวกับไม่เคยเจอมาก่อน “อื๊อออ… ” น้ำหวานพยายามข่มกลั้นเสียงร้อง ทว่ามันยิ่งทำให้เสี่ยรุตน์ชอบใจ กดใบหน้าซุกไซ้เต้าเนื้อพร้อมกับวนลิ้นรัดเลียรอบเม็ดทับทิมสีชมพู ชูชันขึ้นมาด้วยความสยิว กะซวกดูดลงมาถึงวงป้านลานหัวนมสีเนื้อ จ๊วบ… จ๊วบ… จ๊วบ… จ๊วบ… เสียงดูดเลียลนลาน ทำเอาเจ้าของเต้าเนื้อรู้สึกเสียวซ่าน สองขาสั่นเกร็งแทบยืนไม่ไม่อยู่

อ่านเลย
พี่สะใภ้ของแฟนเก่าผู้แสนอาภัพ

พี่สะใภ้ของแฟนเก่าผู้แสนอาภัพ

5.0

วันที่ตรวจพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้สองเดือน ซูหยางก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย ขณะนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ คำพูดของหมอก็ยังคงดังก้องอยู่ในหูเธอ “คุณซูครับ ร่างกายของคุณอ่อนแอกว่าคนทั่วไป หากทำแท้งจะเป็นการเร่งให้มะเร็งลุกลาม ตอนนี้คุณเหลือเวลาเพียงสามเดือนแล้ว ลองกลับไปปรึกษาคนในครอบครัวเกี่ยวกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดเถอะครับ คุณอายุยังน้อย…….” ซูหยางเก็บผลตรวจไว้อย่างมิดชิด พร้อมกับยิ้มอย่างขมขื่น สองปีก่อนเธอถูกพ่อบังคับให้เลิกกับแฟนหนุ่มที่ชื่อฉินเซิน แล้วให้ไปแต่งงานกับพี่ชายที่ป่วยหนักของแฟนเก่า ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ตัดขาดจากคนในครอบครัวอย่างสิ้นเชิง สามีของเธอได้เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนฉินเซินก็เกลียดเธอเข้าไส้ เพื่อเป็นการแก้แค้นเธอ เขาถึงกับประกาศจะแต่งงานกับน้องสาวต่างมารดาของเธอ เขาเฝ้าคอยที่จะได้เห็นเธอทนทุกข์ทรมาน และรอคำว่าเสียใจจากเธอ แต่เขาไม่รู้เลยว่า ในวันแต่งงานของพวกเขา ซูหยางได้นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในสภาพอ่อนแรงซูบผอมเหมือนเหลือแต่โครงกระดูก เธอหลับตาลงอย่างสงบบนเตียงผู้ป่วย ฉินเซิน ในที่สุดเราสองคนก็ปล่อยวางกันได้เสียที ……

อ่านเลย
หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว

หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว

5.0

หลังผ่าตัดนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งนั้น นางวูบหมดสติและเสียชีวิตลงไป ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ก็อยู่ในร่างของคุณหนูปัญญาอ่อนที่มีชื่อเดียวกันผู้นี้เสียแล้วทั้งยังจำอดีตชาติยามเป็นปรมาจารย์เต๋าได้อีกด้วย +++ 1 : ไล่ออกจากอารามไท่ผิงกวน แคว้นจิ้น ราชวงศ์เซวียน อารามไท่ผิงกวน “ไป ๆ อาจารย์ขับไล่พวกท่านออกจากอารามแล้ว อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก” “ศิษย์พี่รองรีบปิดประตูเร็วเข้า !” ตุบ ! ห่อผ้าสองห่อถูกโยนออกมาจากประตูอาราม ปัง ! ตามด้วยเสียงปิดประตูลงสลักอย่างหนาแน่น สตรีนางหนึ่งยืนตัวตรงเป็นสง่า เสื้อผ้ากับเส้นผมของนางปลิวไสวดั่งไผ่ลู่ลม หลินซือเยว่เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่ออารามไท่ผิงกวนด้วยสายตาเลื่อนลอย อาศัยอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้วนะ บางครั้งนางเองก็ลืมเลือนวันเวลาไปเหมือนกัน “คุณหนูเจ้าคะ ศิษย์น้องทั้งสองของท่านทำเกินไปแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดถึงไล่พวกเราสองคนออกจากอารามได้เล่า” เผิงฉือกระทืบเท้าเบา ๆ ตรงไปฉวยห่อผ้าทั้งสองบนพื้น ขึ้นมาคล้องแขนตัวเองไว้ “หากไม่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ศิษย์น้องทั้งสองคงไม่กล้าขับไล่ข้าออกจากอารามหรอก” น้ำเสียงของนางสงบนิ่งฟังแล้วสบายหูยิ่งนัก หาได้มีความโกรธเกลียดแต่อย่างใด “นั่นรถม้า” นิ้วเรียวสวยชี้ไปยังรถม้าคันที่มีคนนั่งเฝ้าอยู่ “ป้าเผิงไปถามดูว่าใช่รถม้าของเราหรือไม่” เผิงฉือไม่รอช้ารีบตรงไปหาคนเฝ้ารถม้าที่อยู่ใต้ต้นไผ่ในทันที ไม่ช้านางก็กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มนิด ๆ “เป็นรถม้าของเราจริง ๆ เจ้าคะคุณหนู คนขับบอกว่าเป็นคนของตระกูลหลินเจ้าค่ะ ได้รับคำสั่งจากท่านพ่อของคุณหนู ให้มารับคุณหนูกลับตระกูลหลินเพื่อไปแต่งงานเจ้าค่ะ” “กลับไปแต่งงานนี่เอง” นางเอ่ยเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ หันหลังกลับไปทางประตูอาราม ประสานมือค้อมตัวคำนับลาอาจารย์ เผิงฉือเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะคำนับตามนางไม่ได้ ภายในอารามไท่ผิงกวน “อาจารย์เหตุใดถึงไม่บอกลากับศิษย์พี่ใหญ่ไปตรง ๆ ล่ะ ทำเช่นนี้นางไม่โกรธท่านไปจนวันตายเลยรึ” เหอกุ้ยแม้มีอายุยี่สิบแปดปีแล้ว ทว่าเขากราบเป็นศิษย์เจ้าอาวาสชุนหวังเหล่ยหลังสตรีผู้นั้น จึงได้เป็นเพียงแค่ศิษย์พี่รองเท่านั้น “นั่นสิอาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่นางไม่เคยออกจากอารามไปไหนไกล ท่านทำเช่นนี้ไม่ใช่ขับไล่นางไปสู่ความตายหรอกรึ” จางเจียเฟิ่งเห็นด้วยกับศิษย์พี่รองของเขา “ให้มันน้อย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่ทั้งสอง พวกเจ้าคิดว่าอารามไท่ผิงกวนแห่งนี้ สามารถอยู่รอดมาได้เพราะใครกัน หากไม่ใช่เพราะฝีมือของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้า เห็นนางเงียบ ๆ แบบนั้น ความคิดนางกว้างไกลยิ่งนัก อาจารย์อย่างข้ายังเทียบนางไม่ติดด้วยซ้ำไป” เจ้าอาวาสชุนปีนี้อายุอานามปาเข้าไปหกสิบห้าปีแล้ว ทว่าร่างกายยังแข็งแรง อารามเต๋าแห่งนี้มีวิถีแบบไม่เคร่งครัด ใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาสผู้หนึ่ง สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ “อาจารย์นางอยู่ในอารามวาดยันต์กันภัยให้ชาวบ้านที่มากราบไหว้ ตั้งโต๊ะรักษาโรคภัยให้ผู้คนในตัวอำเภอฝู แต่หนนี้นางต้องกลับบ้านไปเพื่อแต่งงาน นางบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้นมิถูกสามีจับกลืนกินจนไม่เหลือกระดูกหรอกรึ” เหอกุ้ยนึกภาพเทพเซียนผู้สูงส่งอย่างหลินซือเยว่ หากต้องร่วมเตียงกับบุรุษหยาบกระด้าง เพียงเท่านั้นเขาก็ทำใจไม่ได้จริง ๆ แทบอยากจะไปแย่งตัวศิษย์พี่ใหญ่ของตัวเองกลับคืนมา “เลิกคร่ำครวญได้แล้ว กลับไปกวาดลานอารามกับตรวจดูน้ำมันตะเกียงให้เรียบร้อย ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าไม่อยู่ เจ้าทั้งสองต้องรีบร่ำเรียนศึกษาหาความรู้ อารามไท่ผิงกวนจะได้เจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าต่อไปได้” เจ้าอาวาสชุนทำเสียงดังใส่ลูกศิษย์ทั้งสอง “ไป ๆ ข้าจะสวดมนต์” โบกมือไล่ทั้งคู่ให้ออกจากห้องสวดมนต์ไป เจ้าอาวาสชุนรีบลุกไปปิดประตูลั่นกลอน ท่าทางลุกลี้ลุกลนจนผิดปกติ ย่องเบา ๆ ไปที่ใต้เตียงนอน ดึงหีบไม้เก่าเก็บออกมา ครั้นกดสลักเปิดออก ก็พบตั๋วเงินจำนวนสามพันตำลึงอยู่ในนั้น ตระกูลหลินที่ไม่ได้บริจาคน้ำมันตะเกียงมาหลายปี จู่ ๆ ก็ส่งตั๋วเงินมาให้ พร้อมกับขอรับคนกลับไปเพื่อแต่งงาน ช่วงนี้ชาวบ้านมาทำบุญที่อารามน้อยลง หลินซือเยว่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนาง ถึงไม่ยอมลงจากอารามไปรักษาผู้คน รายได้เลยหายหดแทบจ่ายอาหารการกิน(สุรานารี)ไม่พอ ตั๋วเงินสามพันตำลึงนี่มาได้ทันเวลาพอดี ! แครก ๆ ๆ ๆ เสียงกวาดลานหน้าอารามดังขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นของเหอกุ้ย “ข้ารู้ว่านางเก่งเอาตัวรอดได้ ข้าเพียงไม่อยากให้นางไปก็เท่านั้น” “ศิษย์พี่รองท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ไม่ใช่ว่ามีแต่นางที่ต้องแต่งงานมีครอบครัว ท่านเองก็เถอะที่บ้านส่งคนมารับทุกปีไม่ใช่รึ” จางเจียเฟิ่งรู้ดีว่าตนและเหอกุ้ย ถูกครอบครัวลงโทษด้วยการส่งมาอยู่ยังอารามแห่งนี้ ทว่าเพียงชั่วคราวเท่านั้น “ตัวข้านั้นไม่เป็นไรหรอก เจ้านั่นแหละศิษย์น้องสาม ข้าได้ยินว่าที่บ้านของเจ้า เพิ่งหาคู่หมั้นหมายคนใหม่ให้เจ้าอีกคนแล้วไม่ใช่รึ” สองศิษย์พี่น้องหยุดกวาดลานอาราม แล้วหันหน้าไปมองตากัน จากนั้นพวกเขาก็ถอนหายใจดัง ๆ พร้อมกัน ไม่มีศิษย์พี่ใหญ่อยู่ด้วย นับจากนี้ไปยามทำความผิดใครจะออกหน้าคอยช่วยเหลือ ยามเงินหมดใครจะให้หยิบยืม ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งไม่สบายใจเป็นอย่างมาก บนถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง รถม้าไม้ธรรมดาไม่เล็กไม่ใหญ่ ไร้ป้ายชื่อตระกูลบอกกล่าว คล้ายไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ด้านในเป็นใคร เผิงฉือพยายามหลอกถามคนขับรถม้าอยู่หลายหน ถึงสถานการณ์ของตระกูลหลินในยามนี้ นางไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนไม่รู้จักใครสักคน คนขับรถม้าตอบว่า เขามีหน้าที่มารับคุณหนูรองกลับบ้านเท่านั้น เรื่องอื่นนั้นเขาไม่รู้จริง ๆ “ได้ถามหรือไม่ ใช้เวลากี่วันในการเดินทาง” หลินซือเยว่เอ่ยเสียงเนิบ ๆ “ถามแล้วเจ้าค่ะ เขาบอกว่าราว ๆ สิบวันก็ถึงเมืองหลวงแล้ว” “สิบวันเชียวรึ” หลินซือเยว่มองห่อผ้าที่วางอยู่ด้านข้าง มีเพียงของใช้จำเป็นของนางไม่กี่ชิ้น พร้อมกับก้อนเงินจำนวนห้าสิบตำลึง “คงต้องแวะซื้อของในอำเภอฝูเสียก่อน” เผิงฉือรีบเปิดม่านบอกกับคนขับรถม้า แต่เขากลับทำเสียงฮึดฮัดคล้ายไม่พอใจ “เสียเวลาเดินทางเปล่า ๆ” น้ำเสียงเขากระด้างกระเดื่อง

อ่านเลย