ใบหน้าของชายคนนั้นถูกปิดบังไปครึ่งหนึ่งด้วยหน้ากากอนามัย สองตาเบื้องหลังแว่นตาไร้กรอบคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่เธอ
“สาม... เดือน” หลินเฉิงหลบสายตาไปด้วยความตื่นตระหนก สองมือของเธอกำประโปรงของตัวเองเอาไว้แน่น
ตอนนี้เธอเพียงแค่อยากจะหนีไปเท่านั้น
เพิ่งจะกลับมาที่เมืองจิงได้สองเดือน กลับต้องมาเจอกับกู้ฉีเฉิน
ในเวลานี้หัวสมองของเธอว่างเปล่าไปหมด ไม่รู้ว่าควรจะมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับไปยังไง
“นอนลง ถกเสื้อขึ้น” เสียงที่ทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นมาอีกครั้ง
หลินเฉิงเงยหน้าขึ้น สบตากันอีกครั้ง ลมหายใจของเธอไม่เป็นจังหวะ
กู้ฉีเฉินเห็นท่าทางของเธออืดอาดยืดยาด น้ำเสียงก็ไม่พอใจขึ้นมานิดหน่อย “มีปัญหาอะไรเหรอครับ”
“เปล่าค่ะ ขอโทษค่ะ” หลินเฉิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะนอนลงไปบนเตียงผู้ป่วย แล้วหลับตาลง
จังหวะที่นอนก็ราวกับช่วงเวลามันนานแสนนาน หัวสมองของหลินเฉิงสับสนวุ่นวาย เหงื่อเริ่มซึ่มออกมาบริเวณปลายจมูก
“ทำคุณเจ็บเหรอ?”
หลินเฉิงส่ายหน่า “เปล่าค่ะ...”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดก็ได้ยินเสียงนั้นดังขึ้นมา “เอาล่ะ เอาเสื้อลงเถอะ”
หลังจากนั้นกู้ฉีเฉินก็ลุกขึ้น จนกระทั่งเสียงฝีเท้าจางหายไป หลินเฉิงถึงได้กล้าลืมตาขึ้นมา
เธอสวมเสื้อผ้าอย่างคล่องแคล่ววองไว นั่งอยู่บนเตียงสักพัก ตอนนี้ถึงได้เดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน
กู้ฉีเฉินยืดหลังตรง กำลังจะบันทึกเวชระเบียนลงไปในคอมพิวเตอร์
นิ้วมือที่เรียวยาวคู่นั้นของเขาแทบจะไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจากเมื่อตอนสมัยเรียน มันคือมือที่คุณครูสอนเปียโนต้องชื่นชมไม่หยุดปาก
แต่น่าเสียดายเขาไม่เล่นเปียโน ไม่เล่นไวโอลีน เขามีแฟนคลับสาวทั้งในและนอกโรงเรียน แม้แต่เมืองในละแวกใกล้เคียงก็ยังมีแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น
แต่เขากลับเลือกสาวอวบมีกระเต็มใบหน้าที่ไม่ได้ชื่นชอบเขาเพื่อเริ่มความสัมพันธ์ทางออนไลน์
“เป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว” กู้ฉีเฉินมองเธอ
หลินเฉิงนั่งตัวตรง กลืนน้ำลายหนึ่งอึก “ประมาณยี่สิบวันค่ะ”
เธอแน่ใจว่ากู้ฉีเฉินจำเธอไม่ได้
เธอไม่ใช่หลินซูเหยียน หญิงอวบที่ใบหน้าเต็มไปด้วยกระคนนั้นอีกแล้ว
เธอไม่เพียงแต่เปลี่ยนชื่อแล้ว ยังลดความอ้วนแล้วด้วย กำจัดกระเต็มใบหน้าที่สืบทอดจากพันธุกรรม แม่แท้ ๆ แทบจะจำไม่ได้ ยิ่งกับกู้ฉีเฉินที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาสิบปียิ่งแล้วใหญ่
เมื่อคิดแบบนี้ หลินเฉิงก็สงบลงไปไม่น้อย
สีหน้าของกู้ฉีเฉินเรียบเฉย “ปกติแล้วนอนดึกไหม”
“นอนประมาณเที่ยงคืนถือว่าดึกไหมคะ” หลินเฉิงตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง
กู้ฉีเฉินขมวดคิ้ว “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปต้องพักผ่อนก่อนห้าทุ่ม”
หลินเฉิงตอบตกลง ราวกับกำลังตอบรับคำสั่งหัวหน้า
กู้ฉีเฉินถามขึ้นมาอีกครั้ง “แต่งงานแล้วยัง”
“ยังค่ะ”
“เคยมีลูกไหมครับ”
“ไม่เคยค่ะ”
หลินเฉิงเหงื่อไหลอาบเต็มมือ
กู้ฉีเฉินพูดขึ้นต่ออย่างเป็นทางการ “ก้อนเนื้อเต้านมที่ไม่เป็นอันตราย มีอาการเจ็บเต้านมเป็นเรื่องปกติครับ แต่ว่าคุณต้องระวังการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอกมะเร็งเต้านม”
“เนื้องอกจะกลายเป็นมะเร็งเหรอคะ” จู่ ๆ หลินเฉิงก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมา
กู้ฉีเฉินมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า เธอแต่งตัวธรรมดา อายุยังน้อย สีหน้าซีดเผือดเล็กน้อย น่าจะรู้สึกตกใจกับคำพูดของเขา
“คุณไม่ต้องเป็นกังวลครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพยายามรักษาคุณภาพการนอนหลับที่ดี แล้วก็มาเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ”
“ค่ะ กู้” หลินเฉิงจะเรียกชื่อของกู้ฉีเฉินออกมาโดยสัญชาตญาณ โชคดีที่เธอหยุดเอาไว้ก่อน
“ขอบคุณค่ะ คุณหมอกู้”
กู้ฉีเฉินหยิบเวชระเบียนที่ปริ้นท์ออกมาแล้วยื่นไปตรงหน้าของหลินเฉิง “ครั้งหน้าก็มานัดคิวกับผมตรง ๆ ได้เลยครับ”
หลินเฉิงเม้มปาก “ถ้าไปหาหมอคนอื่นได้ไหมคะ”
เธอก้มหน้าก้มตาตลอดเวลาที่พูดคุย ในหัวสมองคิดแค่เพียงว่าอยากจะหนีไปอย่างเดียวเท่านั้น
กู้ฉีเฉินชะงักไปทันที “ได้ครับ”
“ขอบคุณค่ะ” หลินเฉิงหยิบเวชระเบียที่อยู่บนโต๊ะก่อนจะจากไปโดยที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ
กู้ฉีเฉินมองแผ่นหลังของอีกฝ่าย คิ้วขมวดแน่น
นางพยาบาลที่อยู่ด้านข้างอดพูดเตือนขึ้นมาไม่ได้ “หมอกู้ ถ้าคุณขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป จะต้องถูกร้องเรียนแน่ ๆ เลยค่ะ”
หมออีกคนหนึ่งพูดหยอกล้อขึ้นมา “หมอกู้ไม่กลัวหรอก เขาเป็นหมอชื่อดัง คนไข้ที่ต่อคิวรอรักษากับเขาในแต่ละวันยาวเป็นหางว่าว”
คนไข้ของกู้ฉีเฉินมีมากมาย หลังจากที่ทำงานเสร็จก็เป็นเวลาบ่ายโมงแล้ว ในที่สุดก็มีเวลาไปกินอาหารที่โรงอาหารของโรงพยาบาล
“หานายเจอสักที” ผู้ชายสวมเสื้อสูทดำคนหนึ่งถือถาดอาหารเดินตรงเข้ามา นั่งลงตรงกันข้ามกับกู้ฉีเฉิน
กู้ฉีเฉินมองผู้ชายคนนั้น “เลขาของผู้อำนวยการ กินอาหารช้าขนาดนี้เลยเหรอว่ะ?”
ซ่งฮ่าว “วันนี้ฉันเจอหลี่จี้เย่ เพื่อนสมัยมัธยมปลายของเราด้วยนะ เขาจะแต่งงานกับผู้หญิงที่อยู่ห้องติดกันคนนั้นแล้วนะ ส่งการ์ดเชิญมาแล้วด้วย แถมยังกำชับกับฉันว่าอย่าลืมมาแจ้งให้นายไปร่วมงานด้วยนะ”
ตลอดหลายปีมานี้กู้ฉีเฉินเข้าร่วมงานแต่งงานของเพื่อนสมัยเรียนมาไม่น้อย ยังไงก็อายุยี่สิบแปดปี อายุไม่น้อยกันแล้ว ควรจะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว
“แฟนของเขาอยู่ในวงร้องประสานเสียงเดียวกับนาย ในวงร้องประสานเสียงของพวกนายยังมีผู้หญิงอยู่อีกคนไม่ใช่เหรอ?” ซ่งฮ่าวกลัวว่ากู้ฉีเฉินจะจำไม่ได้ว่าคือใคร จึงพูดเสริมมาอีกประโยค “ขนมปังงาคนนั้นนั่นแหละ”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีใครมีที่ติดต่อของเธอเลย เพื่อนร่วมชั้นจัดงานเลี้ยงเธอก็ไม่มาเข้าร่วม พวกเพื่อนเก่าแต่งงานเธอก็ไม่โผล่หน้าโผล่ตาไปเลยเหมือนกัน คนทั้งคนหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
“นายว่าเป็นเพราะเธอรู้สึกว่ามันเป็นปมที่ทุกคนเรียกเธอว่าขนมปังงาหรือเปล่า เธอถึงได้หลบเลี่ยงมาตลอด อันที่จริงมีกระก็น่ารักดีหรอก แต่ว่ามันเยอะเกินไป...”
กู้ฉีเฉินไม่ได้ต่อความอะไร หยุดกินข้าวอย่างกะทันหัน
ขนมปังงา หลินซูเหยียน ผู้หญิงที่หายตัวไปอย่างไม่บอกไม่กล่าวเป็นเวลาสิบปี