ซ่งชิงอวี่ก้มหน้าลง ทันใดนั้นก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาในโทรศัพท์ของเธอ
CEO ลู่ซื่อ กรุ๊ป ลู่เหยี่ยนจือเดินทางไปรับแฟนสาวที่กลับมาจากต่างประเทศที่สนามบินด้วยตัวเองอย่างเปิดเผย ทั้งสองคนดูหวานกันมาก รักใคร่กันเป็นพิเศษ
เมื่อคลิกเปิดลิงก์ รูปภาพรูปหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา
ชายหนุ่มสวมชุดสูทสีดำ ท่าทางดูดีมีชาติตระกูล แม้ว่าในรูปถ่ายจะเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของเขา แต่โครงหน้าที่หล่อเหลาก็เพียงพอที่จะดึงดูดใจผู้คนได้
โดยเฉพาะสีหน้าท่าทางอันอ่อนโยนที่แสดงออกมา
ซ่งชิงอวี่ยิ้มอย่างขมขื่น
เธอไม่เคยเห็นลู่เหยี่ยนจืออ่อนโยนขนาดนี้มาก่อนเลย
สมแล้วที่เธอเป็นคนรักในดวงใจที่ลู่เหยี่ยนจือคิดถึงมาโดยตลอด
แค่ผู้หญิงคนนั้นโทรมาสายเดียวก็สามารถทำให้เขาทิ้งเรื่องสำคัญอย่างการจดทะเบียนสมรสไปได้
ทันใดนั้นก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา
【เห็นข่าวในอินเทอร์เน็ตแล้วสินะ ถ้าฉลาดพอ ก็รีบไปจากพี่เหยี่ยนจือซะ 】
ชื่อที่เมมเอาไว้:หลินชิ่นเสวี่ย
คนรักในดวงใจของลู่เหยี่ยนจือ
ซ่งชิงอวี่เลื่อนหน้าจอขึ้นไปสองสามครั้ง แล้วเธอก็เห็นผลตรวจครรภ์ที่หลินชิ่นเสวี่ยส่งมาให้เมื่อไม่กี่วันก่อน
หลินชิ่นเสวี่ยตั้งครรภ์ได้แปดสัปดาห์กว่าแล้ว
ชื่อมารดาระบุเอาไว้ว่าเป็นหลินชิ่นเสวี่ย
ส่วนชื่อบิดาก็คือลู่เหยี่ยนจือ
ตอนที่เห็นผลตรวจ เธอไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด
เพราะทุกปีลู่เหยี่ยนจือจะใช้เวลากว่าครึ่งเดินทางไปที่ประเทศฝาริเนีย ซึ่งเป็นที่หลินชิ่นเสวี่ยอาศัยอยู่
ตั้งนานหลายปี ถ้าหลินชิ่นเสวี่ยยังไม่ท้อง เธอคงต้องสงสัยแล้วล่ะว่าลู่เหยี่ยนจือมีปัญหาอะไรในเรื่องนั้นหรือเปล่า
เธอไม่ได้ขอเลิก แต่กลับขอแต่งงานแทน
บางทีอาจเป็นเพราะยังทำใจไม่ได้ล่ะมั้ง
ตอนเธออายุสิบแปดปี ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย ทันทีที่เห็นลู่เหยี่ยนจือ เธอก็ตกหลุมรักเขาอย่างฝังใจ
ทุกคนต่างก็บอกว่า ลู่เหยี่ยนจือคือทายาทของลู่ซื่อ กรุ๊ป เป็นบุคคลที่สูงเกินเอื้อม
แต่เธอกลับดื้อรั้นไม่ยอมฟัง ยังคงพยายามเข้าหาลู่เหยี่ยนจือด้วยความกระตือรือร้นราวกับแมลงเม่าที่บินเข้าหากองไฟไม่มีผิด
ในปีที่สามของการตามจีบลู่เหยี่ยนจือ ในที่สุดเธอก็ประสบความสำเร็จ
แต่เธอกลับไม่มีความสุขเลย
หลังจากสารภาพรักสำเร็จเพียงไม่นาน ลู่เหยี่ยนจือก็รับสายหลินชิ่นเสวี่ย
แล้วเขาก็ทิ้งเธอไว้ตามลำพังท่ามกลางลมหนาว
และตั้งแต่ตอนนั้นมา เธอถึงได้รู้ว่า เหยี่ยนจือมีคนรักในดวงใจ
ซ่งชิงอวี่ถอนหายใจออกมา แล้วก็เปิดฟังก์ชันการโทรขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าคราวนี้เธอกลับไม่ได้โทรไปหาลู่เหยี่ยนจือ แต่กลับโทรไปหา……
ที่บ้านแทน
ปลายสายรับสายอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผู้หญิงในสายจะทันได้พูดอะไร ซ่งชิงอวี่ก็ชิงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนว่า “ฉันตกลงที่จะกลับบ้านไปแต่งงานสานสัมพันธ์แล้ว”
คนที่อยู่ในสายก็คือจางหลานแม่ของซ่งชิงอวี่นั่นเอง พอได้ยินว่าลูกสาวเปลี่ยนใจแล้ว เธอก็รู้สึกแปลกใจมาก “ในที่สุดเธอก็คิดได้แล้วสินะ?”
ซ่งชิงอวี่ตอบกลับไปโดยไม่ลังเลเลยว่า “อื้ม”
แม่ซ่ง:“แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่?”
“วันที่ 20”
หลังจากพูดจบ ซ่งชิงอวี่หยูวางสายไป แล้วก็นั่งรถกลับบ้าน
ตลอดทาง เธอปล่อยให้ความเจ็บปวดในใจแผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
เมื่อซ่งชิงอวี่กลับถึงบ้าน เธอที่รู้สึกเหนื่อยล้ามากจึงไปอาบน้ำและล้มตัวนอนบนเตียง
ความจริงเธอสามารถที่จะเดินจากไปได้เลยทันที
แต่ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา เธอกับลู่เหยี่ยนจือผูกพันกันมาก
เวลาที่เหลืออีกครึ่งเดือน เธอจะต้องเร่งเก็บของและตัดความสัมพันธ์กับลู่เหยี่ยนจือให้เร็วที่สุด
กลางดึก
ขณะที่กำลังหลับซ่งชิงอวี่ก็รู้สึกว่าเตียงยุบตัวลงไป หลังจากนั้นเธอก็ถูกโอบกอดไว้ด้วยอ้อมแขนที่เย็นยะเยือก
เธอขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงผู้ชายที่ทุ้มต่ำน่าหลงใหลพูดขึ้นว่า “ผมขอโทษ”
ในความมืดมิด ซ่งชิงอวี่หลับตาลง ขนตายาว ๆ ของเธอสั่นไหวเล็กน้อย
“พรุ่งนี้เช้าเราไปจดทะเบียนสมรสกันดีไหม?”
วินาทีต่อมา
โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียงก็สว่างขึ้น
อ้อมกอดอันเย็นยะเยือกนั้นหายไปทันที หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงปลอบโยนที่อ่อนโยนของลู่เหยี่ยนจือ “อย่าร้อง ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ……”
ซ่งชิงอวี่ได้ยินเสียงเขากำลังสวมเสื้อผ้าอยู่ด้านหลัง เธอจึงยิ้มออกมาอย่างเงียบ ๆ ในความมืดมิด
จากนั้น เธอก็เปิดโคมไฟหัวเตียง แล้วก็พูดกับลู่เหยี่ยนจือที่เดินไปถึงหน้าประตูแล้วว่า “เหยี่ยนจือ อย่าไป.......”
ลู่เหยี่ยนจือไม่ได้หยุดแต่อย่างใด
เขาหันหลังไปเปิดประตู แล้วก็สาวเท้าเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ฟังเสียงฝีเท้า ซ่งชิงอวี่ก็ยกยิ้มมุมปาก หัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าน้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลลงมาจากมุมตาอย่างเงียบ ๆ
วันถัดมา เมื่อซ่งชิงอวี่ตื่นขึ้นมาก็พบว่าที่บ้านมีคนเพิ่มขึ้นมา
เป็นเสิ่นโจว เลขาของลู่เหยี่ยนจือ
“คุณซ่ง นี่คือของขวัญที่คุณลู่มอบให้คุณครับ”
เสิ่นโจวชี้ไปที่เครื่องประดับแถวหนึ่งบนโต๊ะพลางพูดขึ้น
แต่ที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงคือ ปฏิกิริยาของซ่งชิงอวี่ดูเฉยเมยเป็นอย่างมาก “อื้ม”
แววตาของเสิ่นโจวแสดงความงุนงงออกมา
ทุกครั้งที่ลู่เหยี่ยนจือให้ของขวัญ ซ่งชิงอวี่มักจะดีใจมากเป็นพิเศษ
ท่าทางที่นิ่งเฉยแบบนี้ เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
เสิ่นโจวมีความเป็นมืออาชีพมาก เขาจากไปโดยไม่สอบถามถึงสาเหตุใด ๆ ทั้งนั้น
ซ่งชิงอวี่มองอัญมณีที่เปล่งประกายวิบวับบนโต๊ะโดยไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ออกมา
ของพวกนี้ เสิ่นโจวจะต้องเป็นคนเลือกมาแน่ ๆ
ทุกครั้งที่ลู่เหยี่ยนจือขอโทษ เขามักจะทำอย่างไม่จริงใจแบบนี้แหละ
โชคดีที่เธอไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้ว
พอไม่ได้คาดหวัง ก็จะไม่เสียใจ
ติ๊ง.....
มีข้อความเด้งขึ้นมา
หลินชิ่นเสวี่ย:【คุณคงได้ของขวัญที่พี่เหยี่ยนจือให้แล้วสินะ คุณควรจะขอบคุณฉันนะ เพราะถ้าฉันไม่เกลี้ยกล่อมให้พี่เหยี่ยนจือส่งของขวัญไปขอโทษคุณ เขาก็คงจะไม่ทำ! 】
ซ่งชิงอวี่กำโทรศัพท์แน่น
เหตุผลที่เธอไม่บล็อกหลินชิ่นเสวี่ เพราะเธอตั้งใจเอาไว้ว่าหลังจากเธอไปจากเมืองอังนาแล้ว เธอจะส่งข้อความพวกนี้ทั้งหมดไปให้ลู่เหยี่ยนจือ
ให้ลู่เหยี่ยนจือได้เห็นกับตาตัวเองไปเลยว่า หลินชิ่นเสวี่ยที่เขาคิดว่าใสซื่อไร้เดียงสานักหนา แท้จริงแล้วลับหลังน่ารังเกียจขนาดไหน
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่ง แล้วก็จ้องมองไปที่วิลล่า
วิลล่าหลังนี้เป็นของลู่เหยี่ยนจือ ซ่งชิงอวี่ไม่ได้มีข้าวของอะไรมากมายนัก เธอจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะเก็บของ
ประเด็นคือที่นี่เป็นบ้านของเธอ
ในตอนนั้นเธอรักลู่เหยี่ยนจือหัวปักหัวปํา เธอจึงคิดว่าจะตั้งรกรากอยู่ที่เมืองอังนาซึ่งเป็นเมืองที่ลู่เหยี่ยนจืออาศัยอยู่
เวลาที่ซื้อของจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นไม่ได้สำคัญเลย ยังสามารถที่จะขายทิ้งได้
แต่สิ่งที่ซ่งชิงอวี่รู้สึกทำใจได้ยากก็คือของโบราณในวิลล่า
อย่างไรก็ตาม เธอต้องไปโรงพยาบาลก่อนที่จะกลับบ้าน
เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอมีอาการปวดท้องและอาเจียนทุกครั้งที่กินอะไรเข้าไป แต่เพื่อจะจดทะเบียนสมรส เธอจึงเลื่อนการตรวจสุขภาพออกไปก่อน
สตาร์ทรถขับไปยังโรงพยาบาล
ก่อนที่ซ่งชิงอวี่จะลงจากรถ เธอก็เห็นว่าที่หน้าประตูของโรงพยาบาลถูกล้อมไปด้วยผู้คนหนาแน่น อีกทั้งยังมีคนตะโกนขึ้นมาอีกว่า “ออกมาแล้ว ออกมากันแล้ว คุณลู่กับแฟนสาวของเขาออกมากันแล้ว!”
ขนตายาว ๆ ของซ่งชิงอวี่สั่นไหว สายตาของเธอจับจ้องไปที่ลู่เหยี่ยนจือที่กำลังปกป้องหลินชิ่นเสวี่ยขณะพาเธอเดินฝ่าวงล้อมภายใต้แสงไฟสปอตไลท์ที่สาดส่องอยู่ออกมา
ครั้งที่แล้วเป็นแค่รูปถ่าย
ครั้งนี้เป็นการการถ่ายทอดสดในสถานที่จริง
เธอมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในสายตาที่คมเข้มเย็นชาของลู่เหยี่ยนจือ มีความตึงเครียดและการข่มขู่อยู่
“ถ้าไม่อยากตายก็ไสหัวไปซะ!”
ชายคนนั้นแผ่รังสีที่น่าเกรงขามออกมา
รังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของผู้ที่ทรงอิทธิพลมาโดยกำเนิด ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเงียบกริบทันที
หลังจากเงียบไปนาน ในที่สุดก็มีคนรวบรวมความกล้าถามออกมาไปว่า “คุณลู่คะ ผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรกับคุณเหรอคะ?”
แม้โลกภายนอกจะกำลังคาดเดากันว่า หลินชิ่นเสวี่ยจะต้องเป็นแฟนสาวของลู่เหยี่ยนจือแน่ ๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่เคยยืนยันเรื่องนี้จากปากของเขาเองเลย
ทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่ลู่เหยี่ยนจือ
รวมถึงซ่งชิงอวี่ที่นั่งอยู่ในรถด้วย
ลู่เหยี่ยนจือไม่ตอบ แต่กลับใช้นิ้วที่เรียวยาวของเขาบีบคอนักข่าวเอาไว้
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ถึงกับซู้ดปากเลยทีเดียว
นี่มันกลางวันแสก ๆ นะ!
ลู่เหยี่ยนจือเป็นบ้าไปแล้วเหรอ?
เขาทำไปเพื่อผู้หญิงคนเดียวเนี่ยนะ?!!!
หลังจากผ่านไปสักพักใหญ่ ในที่สุดลู่เหยี่ยนจือก็ยอมปล่อยนักข่าวที่หน้าซีดคนนั้นออก แล้วก็กวาดสายตามองคนอื่น ๆ อย่างเย็นชา
“ในเมื่อพวกคุณอยากรู้กันมากนัก งั้นผมจะบอกเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเราให้พวกคุณได้รู้เอง”
“แต่......แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น จะไม่มีครั้งต่อไปอีกเด็ดขาด!”
ตรงหน้าประตูโรงพยาบาล วินาทีนั้นทุกอย่างเงียบมากอย่างกับป่าช้า
ทุกคนต่างก็หวาดกลัวกันหมด
ทันใดนั้น เสียงที่ทรงเสน่ห์ของลู่เหยี่ยนจือก็ดังขึ้นมากลางอากาศว่า
“เธอคือคนที่ผมลู่เหยี่ยนจือจะปกป้อง!”
“ถ้าหลังจากนี้พวกคุณยังกล้าสะกดรอย หรือมาดักรอเธออีก คิดถึงผลที่จะตามมาให้ดีก็แล้วกัน!”
จังหวะนี้หลินชิ่นเสวี่ยเงยหน้าขึ้นอย่างเขินอายพอดี ท่าทางของเธอดูอ่อนแอ ทว่าใบหน้าที่มองไปทางลู่เหยี่ยนจือกลับเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
นักข่าวคนอื่น ๆ เมื่อเห็นฉากนี้ก็เข้าใจทุกอย่างทันที
ส่วนซ่งชิงอวี่ที่นั่งอยู่ในรถ จู่ ๆ เธอก็เกิดหมดอารมณ์ที่จะหาหมอขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอจึงเหยียบคันเร่งและขับรถกลับไปยังวิลล่าของตัวเอง