สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังเขาทุกย่างก้าวราวกับเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ชื่อดังที่ทุกคนต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าเขาจะทำอะไรเป็นอันดับต่อไป ความสนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคนรอบข้างที่เฝ้ามองทุกจังหวะการเคลื่อนไหวร่างกายยามเขาก้าวเดิน จังหวะที่แพขนตาหนายาวอันงอนงามสัมผัสกับผิวขาวซีดเมื่อเขากะพริบตา สายลมที่พัดผ่านเส้นผมสีดำขลับดั่งสีหมึก และทุกก้าวเดินของเขาบนพื้นถนนที่ขรุขระ ล้วนสะกดสายตาที่มองมาด้วยความหลงใหล
มือทั้งสองข้างของเขาซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงขณะที่เจ้าตัวเดินทอดน่องท่ามกลางแสงแดดจ้า
ผิวขาวเนียนละเอียดไร้ที่ติของเขาเปล่งประกายต้องแสงอาทิตย์ ขลับให้เขาหล่อเหล่า ราวกับเทพบุตรในจิตนาการ
ใบหน้าหล่อเหลาปราศจากการแสดงออกทางอารมณ์ใด ๆ …จนยากจะอ่านออก ดูนิ่งยิ่งนัก เนื่องด้วยแสงแดดที่สาดจ้า เมื่อเขาหรี่ตาลงทุกคนดูเหมือนจะลืมหายใจ เขาต้องหยิบแว่นกันแดดอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวขึ้นมาสวม ส่งผลให้เหล่าผู้คลั่งไคล้ที่แอบมองอยู่เงียบ ๆ ต่างพากันหวีดร้องราวกับจะสิ้นลมด้วยความลุ่มหลง
ผมสีดำตัดแต่งอย่างเรียบร้อย รับกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่รีดอย่างเรียบกริบได้เป็นอย่างดี
นาฬิกาสีเงินบนข้อมือสาดประกายวิบวับดุจอัญมณีทุกครั้งที่โผล่พ้นกระเป๋ากางเกงออกมา
เขาก้าวเดินด้วยท่าทีราวกับเป็นเจ้าของโลกใบนี้… โดยไม่แยแสต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความสนอกสนใจและชื่นชมที่มองมาเลยสักนิด
ต่อให้คนในมหาวิทยาลัยจะชื่นชมในความเพรียบพร้อมของเขา ทว่ากลับไม่มีใครกล้าที่จะเข้าใกล้เขาเลย ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวหรือชายหนุ่มต่างก็อยากเข้ามาสารภาพความในใจกับเขา อยากเอ่ยคำทักทายสั้น ๆ รวมไปถึงการหาเหตุผลง่าย ๆ สักอย่างเพื่อที่จะได้พูดคุยกับเขา
มันอาจฟังดูง่ายที่จะเข้าไปทักทายเขา เข้าไปหาเขา พูดคุยเรื่องทั่วไป หรือแม้แต่ส่งยิ้มให้เขา ทว่าสายตาที่เย็นชาของเขาสามารถทำให้ใครก็ตามลืมเจตนาเดิมของตัวเองไปได้ทันทีที่เขาจ้องมองกลับมา
อันที่จริงแล้วเขามีบุคลิกที่ค่อนข้างเป็นมิตร และทุกคนก็เห็นได้ชัดว่าเขามีเสน่ห์น่าคบหาต่อคนรอบข้างเพียงใด แต่คำพูดที่ไม่ได้เอ่ยออกมาและออร่าที่แสนจะเย็นเหยีบที่ปรากฏให้เห็นนั้น กลับทำให้ทุกคนต้องคิดทบทวนอีกครั้งก่อนจะเข้าไปหา หรือแม้แต่จะชวนเขาคุยแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นก็ยังระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้เขา และเพื่อนร่วมสถาบันดูเหมือนจะยำเกรงเขา เขาไม่เคยใช้ความรุนแรงกับใครให้ต้องหวาดกลัว แต่พวกเขาก็รู้สึกประหม่าและระวังตัวเมื่ออยู่ใกล้เขา
เขาไม่มีเพื่อนคนอื่นนอกจากเพื่อนสนิทสองคน และดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขาแทบจะไม่แคร์เลยสักนิดหากโลกของเขาจะหมุนรอบอยู่กับแค่กองหนังสือ ตารางเรียนอันแสนยุ่งเหยิง งานที่คณะ กรณีศึกษาในโรงพยาบาล และกลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ อันประกอบไปด้วยเพื่อนสนิทเพียงสองคน พ่อแม่ และการเดินทางไปกลับระหว่างหอพักกับมหาวิทยาลัยเท่านั้น
เขาคือบุคคลที่ทุกคนต่างอิจฉา เป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิ หล่อเหลาอย่างไร้ที่ติ และเป็นทายาทมหาเศรษฐีที่ไม่ได้ร่ำรวยอยู่แค่ในประเทศ แต่ร่ำรวยถึงระดับโลก
“เพื่อให้ได้ร่วมโต๊ะทานอาหารกับเขาสักมื้อ ฉันนี่ยอมแลกทั้งชีวิตเลยนะขอบอก” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยกระซิบขณะที่ทุกคนกำลังจ้องมองไปยังชายหนุ่มคนนั้น
“คนเรามันจะเพอร์เฟกต์ขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ...” อีกคนบ่นพึมพำอย่างขัดใจ
“แม้แต่พื้นที่เขาเหยียบ ฉันยอมกราบเลย”
“เขาเพอร์เฟกต์จริง ๆ อ่ะ มิอาจเอื้มเลย... ไม่มีใครคู่ควรกับเขาหรอก...”
“ผิวของเขาขาวผ่องมาก ทั้งยังไร้ที่ติอย่างกับไข่มุกเม็ดงาม... เขาเพอร์เฟกต์ชะมัดเลย”
“เขาคือเจ้าชายในโลกยุคปัจจุบัน คนอย่างพวกเราเขาไม่ชายตามองหรอก พวกเรามันก็แค่สามัญชน” หญิงสาวคนหนึ่งพูดตามความเป็นจริง ก่อนที่ทุกคนจะถอนหายใจออกมา
ในมหาวิทยาลัยเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน ทุกคนมักจะเฝ้าคอยมองชายหนุ่มที่พวกเขาเรียกว่าเจ้าชาย
ทุก ๆ วัน เหล่านักศึกษาจะรอคอยการมาถึงของเขาที่ลานมหาวิทยาลัย ตั้งแต่จุดที่เขาจอดรถจนกระทั่งเดินเข้าอาคารเรียน ทุกคนจะแอบมองเขาพร้อมกับละเมอเพ้อพกถึงชายในฝันของทุกคนในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นดั่งเจ้าชายขี่ม้าขาวในใจของทุกคน
“อรุณสวัสดิ์ เบลซ” พอลทักทายเขาทันทีที่เขาเดินเข้ามาในห้องเรียน ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ กลับพากันเงียบกริบอย่างน่าแปลกใจ พลางลอบมองเขาด้วยแววตาระแวดระวัง
เขาคือ เบลซ บรายเดน วอห์น หรือที่เรียกกันว่าเจ้าชายน้ำแข็ง และผู้สืบทอดธุรกิจของครอบครัว เขาเป็นที่เลื่องชื่อในเรื่องความงามและความสมบูรณ์แบบ แต่กลับไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ได้โดยไม่ถูกความเยือกเย็นรอบตัวเขากัดกิน
“อรุณสวัสดิ์พอล” เบลซทักทายตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูสุภาพตามแบบฉบับของเขา
เบลซไม่ได้เหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ที่รีบกลับไปนั่งที่ของตัวเอง หลังจากเห็นเขาเดินเข้ามาในห้องเรียนเลยแม้แต่แวบเดียว
“อรุณสวัสดิ์เบลซ” คิทเอ่ยทักทายในตอนที่เขาเดินเข้ามาตามหลังเบลซ
“อรุณสวัสดิ์คิท” เบลซตอบกลับด้วยรอยยิ้มสุภาพแบบเดียวกับที่มอบให้พอลก่อนจะนั่งลงที่ของตน
คิทนั่งลงในที่ของตัวเอง ขณะที่เบลซหยิบหนังสือและสมุดบันทึกขึ้นมาอ่าน ซึ่งเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ก็ทำตามด้วย
ทุกคนต่างทึ่งในความขยันหมั่นเพียรของเบลซที่มีต่อการเรียน มันทำให้พวกเขารู้สึกผิดเพียงแค่ได้มองเบลซอ่านหนังสือ ทายาทแห่งอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ผู้ขยันอ่านหนังสือและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีฐานะทางการเงินที่มั่งคั่งมหาศาล
ไม่มีเวลาไหนเลยที่เบลซจะไม่อ่านหนังสือ โดยเฉพาะในช่วงเวลาว่าง เวลาส่วนใหญ่เขามักจะจดจ่ออยู่กับหนังสือและสมุดบันทึก ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ มักจะเลือกใช้เวลาว่างไปกับการพักผ่อนโดยไม่มีตำราแพทย์เล่มหนาและกรณีศึกษาที่ซับซ้อน
ทุกคนล้วนเกลียดการเรียน แต่เบลซกลับสนุกกับมันในทุกวินาที เขาถึงกับอ่านหนังสือทั้งเล่มจนจบ ทั้งที่มันควรจะใช้เรียนทั้งเทอม เขาคือตัวอย่างที่ชัดเจนของหนอนหนังสือและเด็กเนิร์ดในยุคปัจจุบันที่หล่อเหลาเอาการ
ความรักในการอ่านหนังสือและความกระหายในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ยิ่งเพิ่มพูนภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของเขาในหมู่เพื่อนฝูงและคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย
การเป็นอาจารย์ในคลาสที่เบลซเรียนอยู่นั้น ก็ถือเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง ไม่มีอาจารย์คนไหนกล้าเข้าสอนในห้องของเบลซโดยไม่มีการเตรียมตัว พวกเขาจะต้องอ่านบทเรียนล่วงหน้าหลายบท และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะไม่เข้าสอนเลย
เบลซเป็นคนช่างสังเกตและใส่ใจรายละเอียดมาก จนแม้แต่อาจารย์ยังรู้สึกประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ปกติเขาจะชี้แนะสิ่งต่าง ๆ อย่างสุภาพ แต่มาตรฐานความ ‘สุภาพ’ ของเบลซนั้น... แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าพิสมัยสำหรับมาตรฐานของคนทั่วไป
ทุกครั้งที่เลิกเรียน อาจารย์และนักศึกษาคนอื่น ๆ ต่างก็พากันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ที่เราหารือกันในวันนี้ มันน่าสนใจมากเลยครับ ศาสตราจารย์ ถ้าครั้งหน้าเรามีการสอบย่อยสักครั้งก็คงจะดีนะครับ เป็นการสอบปากเปล่า หรือจะเป็นสอบข้อเขียนก็ได้นะครับ เบลซเอ่ยขึ้นอย่างไม่ได้คิดอะไรมาก ศาสตราจารย์ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตาโตแล้วอ้าปากค้าง แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นทุกคนก็ยังอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อ พวกเขาเกลียดการสอบเข้าไส้ แต่เบลซกลับร้องขอเสียอย่างนั้น
“เป็นข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมมากบรายเดน วอห์น ไว้คาบหน้าจะจัดให้ละกันนะ นักศึกษาทุกคนอย่าลืมไปอ่านทวนบทเรียนทั้งหมดที่เราเรียนกันในวันนี้มาด้วยนะ คาบหน้าอาจารย์จะได้จัดสอบย่อย” อาจารย์ประกาศก้อง ทำให้ทุกคนต่างลอบครางออกมาเบา ๆ ด้วยความหงุดหงิด ใจหนึ่งก็กลัวว่าเบลซจะได้ยิน
“ขอบคุณครับศาสตราจารย์ ผมตั้งตารอเลยครับ” เบลซเอ่ยออกมาอย่างยินดีก่อนจะปิดหนังสือ รอยยิ้มที่ดูพึงพอใจฉายชัดบนใบหน้า อาจารย์เดินออกจากห้องไปแล้ว แต่ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นคนไหนของเบลซขยับเขยื้อนเลยสักนิด
“ไปกินมื้อเที่ยงกันไหม?” เบลซเอ่ยถามลอย ๆ ขณะเก็บกระเป๋า โดยไม่หันไปมองเพื่อน ๆ เลย
“ได้... ไปกันเถอะ” พอลตอบรับอย่างสบาย ๆ ก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินออกจากห้องเรียนไป ทิ้งเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ยังคงฟุบตัวลงกับโต๊ะด้วยความหงุดหงิดไว้เบื้องหลัง
“สอบปากเปล่าหรือข้อเขียนอาทิตย์หน้าเนี่ยนะ!” เมื่อทั้งสามคนเดินจากไปจนพ้นระยะแล้ว ใครบางคนก็โพล่งออกมาอย่างหัวเสีย
“ก่อนหน้านี้เราก็มีสอบข้อเขียนของวิชาอื่นที่เบลซขอไปด้วย สรุปคือคาบหน้าวันเดียวกันเรามีสอบถึงสองวิชา” เพื่อนร่วมชั้นอีกคนเอ่ยออกมาอย่างสิ้นหวัง
“นี่มันฆ่าตัวตายชัด ๆ วิชาหลักสองวิชาในวันเดียว บทเรียนวิชาละสามถึงสี่บท” หญิงสาวอีกคนร้องโอดครวญทั้งน้ำตา พลางเอามือกุมหน้า
“ช่วงบ่ายนี้เรายังมีเรียนอีกวิชานะ ใครจะหยุดเบลซไม่ให้ขอสอบเพิ่มในคาบหน้าได้ พวกเราตายกันหมดแน่ถ้ามีสอบเพิ่มมาอีกในวันนั้น” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจบ่นพึมพำขึ้นมา ทำให้ทุกคนต่างอ้าปากค้าง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหมดหนทาง
ใครเล่าจะกล้าพอที่จะหยุด เบลซ วอห์น? ความกระหายในความรู้ของเขาส่งผลกระทบต่อเพื่อนร่วมชั้นทุกคนที่ไม่ได้กระตือรือร้นเท่าเขา
“นี่หัวหน้าห้อง นายช่วยห้ามเขาหน่อยได้ไหม?” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถามหัวหน้าห้องที่ได้แต่อ้าปากค้างใส่เธอ ก่อนที่เขาจะมองเพื่อนร่วมชั้นรอบ ๆ ด้วยสีหน้าจริงจังหากแต่สงบนิ่ง
“ฉันยอมไม่เป็นหัวหน้าห้องซะยังจะดีกว่า” หัวหน้าห้องเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทิ้งให้สถานการณ์ของวิชาถัดไปมืดมนไร้หนทาง
“เอาละ พวกเราไปกินมื้อเที่ยงกันเถอะ จะได้เริ่มอ่านหนังสือทั้งสามวิชาสักที เรามีเวลาไม่มากที่จะอ่านให้ครบทุกบทหรอกนะ” ใครบางคนตะโกนขึ้นมาเสียงดังหลังลุกจากที่นั่งและเดินไปทางประตู ทำให้ทุกคนต่างพากันรีบก้าวเท้าตามไปอย่างเร่งรีบ
****😉😉****