กี่ภพชาติจะผ่านไป แต่ข้าก็ไม่อาจลืมได้ว่าจะมีชีวิตเพื่อจะได้พบและรักเจ้าอีกสักครั้ง... เรื่องราวการระลึกชาติของอดีตองค์ฟาโรห์หนุ่ม เจ้าของพีระมิดบนทะเลทรายขาว ผู้ไม่เคยปรากฏพระนามบนจารึกใด กับหญิงสาวสามัญชนผู้กุมหัวใจของพระองค์
กี่ภพชาติจะผ่านไป แต่ข้าก็ไม่อาจลืมได้ว่าจะมีชีวิตเพื่อจะได้พบและรักเจ้าอีกสักครั้ง... เรื่องราวการระลึกชาติของอดีตองค์ฟาโรห์หนุ่ม เจ้าของพีระมิดบนทะเลทรายขาว ผู้ไม่เคยปรากฏพระนามบนจารึกใด กับหญิงสาวสามัญชนผู้กุมหัวใจของพระองค์
บทนำ
“มิรา !!”
เสียงละเมอเรียกดังขึ้นในความมืด ก่อนที่เจ้าของเสียงจะสะดุ้งตื่น และลุกพรวดขึ้นนั่งหอบหายใจถี่
“ฝันแบบนี้อีกแล้วเหรอเนี่ย” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง แล้วหันไปเปิดโคมไฟบนหัวเตียงเพื่อดูเวลา
...นาฬิกาปลุกเรือนเล็กยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างสม่ำเสมอและเที่ยงตรง อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จะเป็นเวลา 4 นาฬิกาของวันใหม่ นั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจปิดสวิชต์นาฬิกา รวมทั้งสวิชต์โคมไฟ เลือกที่จะนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดที่รายล้อมรอบตัว เพื่อทบทวนถึงความฝันประหลาด ซึ่งมักปลุกเขาให้ตื่นขึ้นในตอนเช้ามืด ช่วงเวลาที่คนโบราณเชื่อว่า ความฝันมักจะมีเค้าของความเป็นจริง
ชนะชนจำได้แม่นยำว่า มันเกิดขึ้นครั้งแรกระหว่างที่เขาเดินทางไปเที่ยวประเทศอียิปต์กับพ่อและแม่ ตอนเขาอายุ 21 ปี จวบจนวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 6 ปีแล้ว หากแต่เขาก็ยังคงฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เธอ... เป็นใครกันแน่?” เขานึกถึงหญิงสาวเจ้าของดวงหน้างดงาม อ่อนหวาน แต่นัยน์ตากลมโตมีแววโศก สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวสะอาดขลิบดิ้นทองคำอย่างชนชั้นสูงสมัยโบราณ รอบด้านรายล้อมไปด้วยความมืดมิดยิ่งกว่าราตรีที่ไร้แสงจันทร์ เธอค่อยๆ หันหลังเดินห่างจากเขาไป ไกลออกไปเรื่อยๆ ขณะที่เขาเองก็พยายามวิ่งตามเธอ พลางร้องเรียกชื่อของเธอ น้ำเสียงราวกับหัวใจได้แหลกสลายลง
“มิรา...” ชนะชนพึมพำชื่อของเธออีกครั้ง
...หลายต่อหลายครั้งที่เขาสะดุ้งตื่นระหว่างที่กำลังวิ่งตามเธอ แต่ก็มีอีกหลายครั้งที่เธอหยุดเดินและหันกลับมาหาเขา พร้อมๆ กับเลือดสีแดงสดที่หลั่งรินจากนัยน์ตาอาบสองแก้ม
คลิก!
เสียงเข็มนาฬิกาที่เดินมาบรรจบกับเวลาที่เคยตั้งปลุกไว้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบปลุกให้ชนะชนตื่นจากภวังค์ ชายหนุ่มเลิกผ้าห่มออกแล้วลงจากเตียง เดินผ่านกระเป๋าเดินทางใบย่อมแบบมีล้อเลื่อนของตัวเองไปเข้าห้องน้ำ มือใหญ่เปิดสวิชต์ไฟด้วยความเคยชินโดยไม่ต้องคลำหา ก่อนก้าวเข้าไปยืนตรงหน้ากระจกภายในห้องน้ำส่วนตัวของห้องชุดบนคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ซึ่งแม้จะดูคับแคบไปสักหน่อย แต่ชายหนุ่มก็เคยชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้เสียแล้ว
“มัวแต่คิดถึงเขาก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี” ชนะชนส่ายหน้าให้เงาของตัวเองในกระจก มันเป็นเงาของชายหนุ่มลูกครึ่งอาหรับ ทั้งคิ้วเข้ม นัยน์ตาคม จมูกโด่งอย่างชาวตะวันตก ริมฝีปากรูปกระจับ ร่างกายกำยำล่ำสันกับความสูงกว่า 180 ซ.ม. ยกเว้นก็แต่สีผิวที่ดูจะคล้ำขึ้นจากการกรำแดด อันเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพนักโบราณคดี อาชีพที่เขารักและทำให้เขามีโอกาสได้ไปเยือนประเทศอียิปต์อีกครั้งในวันนี้
ตอนที่ 1
ไม่นานรถยุโรปสีขาวมุกของชนะชนก็แล่นออกจากคอนโดมิเนียมไปบนถนน มุ่งหน้าไปยังบ้านสวนหลังเก่าสถานที่ซึ่งเขาเคยอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ก่อนที่ท่านทั้งคู่จะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เพื่อรอรับลูกพี่ลูกน้องบุตรสาวของผู้เป็นอาซึ่งจะเป็นคนขับรถของเขากลับมา และขับไปจอดไว้ให้ที่สนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้งในวันที่เขาเดินทางกลับ เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาต้องเดินทางไปต่างประเทศ
“มาตรงเวลาเป๊ะๆ เหมือนเดิมเลยนะ”
เสียงทักทายของนิศรา ปลุกชนะชนที่กำลังนั่งมองบ้านในความทรงจำหลังเก่าให้ตื่นจากภวังค์ ชายหนุ่มพึ่งขับรถมาจอดเทียบตรงหน้าประตูรั้วไม่ถึง 2 นาที แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วกับการได้เห็นสภาพบ้านที่ยังคงได้รับการบำรุงรักษาอย่างดี รั้วอิฐและประตูรั้วเหล็กดัดทาสีใหม่ตามรอยเดิมจนสวยงาม เช่นเดียวกับตัวบ้าน 2 ชั้นทรงตะวันตก ส่วนต้นไม้ดอกไม้ก็มีการตัดแต่งดูแลเอาใจใส่ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับตอนที่เขาอาศัยอยู่ที่นี่ไม่ผิดเพี้ยน
“คงเพราะยังเช้าอยู่ รถไม่ติด เลยทำให้มาถึงตรงเวลามั้งครับ” ชายหนุ่มหันไปยิ้มรับลูกพี่ลูกน้องสาวซึ่งเปิดประตูรถขึ้นมานั่งตรงที่นั่งข้างคนขับ และอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีครีมกับกางเกงขายาวสีดำ เตรียมพร้อมสำหรับการไปทำงานในเช้าวันใหม่
“ต่อให้รถติดยาวเหยียด 3 ชั่วโมง พี่ก็เห็นชนม์มาตรงเวลาทุกที” นิศรายิ้มล้อนิสัยประจำตัวของเขา จนชนะชนได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ รับ เป็นโอกาสให้หญิงสาวได้พูดต่อ “นี่! แม่พี่แพ็คน้ำพริกฝากมาให้ด้วยนะ เผื่ออยู่ที่นั่นหลายวันจะคิดถึงอาหารไทยกัน” เธอพูดพลางอวดถุงผ้าปักลายช้างไทยในมือ
“ผมคงต้องฝากพี่นิดขอบคุณคุณอาไปก่อนแล้วล่ะครับ เช้าขนาดนี้จะเข้าไปเองก็ดูจะเป็นการรบกวนมากกว่า”
“ดูพูดเข้า พวกพี่ต่างหากที่เป็นฝ่ายรบกวนชนม์มาตลอด ทุกคนรู้แล้วก็เข้าใจดีอยู่แล้ว รีบไปได้แล้วล่ะน่า เดี๋ยวก็ตกเครื่องหรอก!”
คราวนี้ชนะชนเป็นฝ่ายยิ้มขบขันบ้าง เมื่อถูกนิศราดุเหมือนที่เธอดุน้องชายตัวแสบทั้ง 3 คนของเธอ ชายหนุ่มลอบมองบ้านแสนรักอีกครั้ง ก่อนจะขับรถออกไป ขณะที่นิศราลอบมองเขายิ้มๆ คำพูดที่เธอพูดทุกคำล้วนออกมาจากใจ
...ครอบครัวของเธอเป็นหนี้บุญคุณชนะชน เพราะทั้งที่ควรจะเป็นเขาที่ได้พักอาศัยอย่างสุขสบายในบ้านหลังนี้ แต่เขากลับเห็นแก่พวกเธอซึ่งตอนนั้นถูกเวนคืนที่ดินจากทางการ และกำลังเดือดร้อนเนื่องจากไม่สามารถหาบ้านที่อยู่ใกล้ที่ทำงานของทุกๆ คนเหมือนอย่างเช่นบ้านหลังเก่าได้ แน่นอนว่าครอบครัวใหญ่ของเธอทำให้บ้านหลังนี้คับแคบ เป็นเหตุให้ชนะชนต้องเก็บข้าวของออกมาอยู่คอนโดมิเนียมสร้างใหม่ใกล้ที่ทำงาน โดยปฏิเสธความคิดของใครต่อใครที่จะให้ตัดถางต้นไม้ดอกไม้บนพื้นที่กว่า 2 งาน ไว้ใช้สำหรับก่อสร้างบ้านอีกหลัง ด้วยเหตุผลที่อยากรักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่มีมาตั้งแต่สมัยคุณตา ให้คงอยู่ในสภาพเดิมนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ขับรถดีๆ นะครับพี่นิด คนเริ่มจะออกไปทำงานกันแล้ว” ชนะชนเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน หลังจากขับรถมาถึงอาคารผู้โดยสารขาออก สนามบินสุวรรณภูมิ และขนสัมภาระลงจากรถเรียบร้อยแล้ว
“จ้ะ ขอบใจที่เป็นห่วง ชนม์เองก็เดินทางปลอดภัยนะ” นิศรายิ้มให้ชนะชน แล้วเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ ก่อนที่รถจะค่อยๆ แล่นออกไป โดยมีสายตาของชนะชนมองตามหลัง พลางนิ่วหน้าครุ่นคิด
...จริงอยู่ที่ต้นตระกูลของคุณปู่สืบเชื้อสายมาจากชาวอาหรับ แต่ในบรรดาลูกหลานรุ่นหลังก็มีเพียงเขาและนิศราเท่านั้นที่ปรากฏยีนของบรรพบุรุษเมื่อหลายร้อยปีก่อนเด่นชัด นิศราเองก็เป็นสาวนัยน์ตากลมโต จมูกโด่ง ผมปล่อยยาวดำขลับเป็นเงางาม และเพราะอาชีพวิศวกรคุมไซต์งาน ทำให้ผิวของเธอคล้ำลงพอๆ กับเขา จนหลายคนเอ่ยปากแซวว่า ยิ่งดูยิ่งคล้ายพี่น้องท้องเดียวคลานตามกันมา
“คงไม่ใช่ว่า...” ชนะชนกำลังคิดว่า บางทีทั้งเขา นิศรา และผู้หญิงในฝัน อาจจะมีอะไรเกี่ยวข้องกัน ในเมื่อเธอคนนั้นก็มีส่วนละม้ายคล้ายชาวอาหรับ ชื่อ ‘มิรา’ ของเธอก็เป็นภาษาอียิปต์โบราณ รวมทั้งการแต่งกายก็เป็นแบบชนชั้นสูงในยุคที่ฟาโรห์เป็นจักรพรรดิ แน่นอนว่าการที่เขาเพียรพยายามศึกษาค้นคว้าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับอาณาจักรอียิปต์โบราณ ก็มีสาเหตุมาจาก ‘เธอ’ อีกเช่นกัน
“คิดมากไปเองมั้ง” ชายหนุ่มสลัดหน้าไล่ความคิดเหล่านั้น แล้วลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปภายในอาคารผู้โดยสารขาออก ตรงไปยังจุดนัดพบซึ่งผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี หัวหน้าคณะในการเดินทางในครั้งนี้ได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
...วันนี้ชนะชนอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีคราม กางเกงขายาวสีดำ คาดเข็มขัดหนัง และสวมรองเท้าหนังสีดำมันวับ เข้ากับกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาลข้างตัว ท่าทางขรึมๆ หากแต่แลดูสง่างาม ยิ่งเสริมให้เขาโดดเด่นอยู่ท่ามกลางผู้คนภายในสนามบิน สะดุดตาคนที่กำลังรอคอยเขาโดยไม่ต้องกวาดตามองหา
“เฮ้! ชนม์ๆ” ใครคนหนึ่งเรียกพลางโบกมือพลาง กระทั่งชนะชนม์หันไปเห็นและเดินยิ้มเข้าไปหา
“ผอ.มาเช้าจังครับ” ชนะชนยกมือไหว้ผู้อาวุโสร่างท้วม ผมบาง ท่าทางใจดี ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี ซึ่งยืนยิ้มยู่ข้างๆ เจ้าของเสียงเรียกเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กของชนะชน
“พอดีรถเสียกะทันหัน ก็เลยขอติดรถจตุรงค์มาด้วย แต่แหม...” ผอ.สำนักโบราณคดีซึ่งอยู่ในชุดสูทสากลเต็มยศ ตอบพลางปาดเหงื่อบนใบหน้า
“ฉันเห็นว่าป๋ารีบ ก็เลยให้เจ้าเจนจบเป็นคนมาส่งน่ะ” จตุรงค์เจ้าของนัยน์ตาคม จมูกโด่งอย่างลูกครึ่งอาหรับ กับผิวสีแทนจากการจงใจอาบแดดเสริมหล่อ ผู้ถูก ‘ป๋า’ ผอ.สำนักโบราณคดีพาดพิงถึง ขยายความหน้าระรื่น
“น้องสุดท้องตีนผีประจำบ้านเลยล่ะครับ ผอ.” ชนะชนหันไปบอกผู้อาวุโสพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ ตาชำเลืองมองจตุรงค์ จะว่าไปคนที่ยีนลูกครึ่งเด่นชัดผิดพี่ผิดน้องก็ยังมีหมอนี่อีกคน แต่เขากลับลืมนึกถึงไปซะได้
“มิน่า ขับทีหัวใจแทบวาย” คนเป็นผอ.ส่ายหน้าพลางปาดเหงื่ออีกรอบ เมื่อนึกถึงลีลาการขับปาดซ้ายปาดขวาของโชเฟอร์
“จะว่าไปเจ๊แหม่มไปนานจังนะครับเนี่ย” จตุรงค์เปลี่ยนเรื่อง ด้วยการทำทีเป็นมองหาผู้อำนวยการสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ผู้อาวุโสรองจากหัวหน้าคณะ ซึ่งออกไปรับสมาชิกอีก 2 คนที่มีเค้าว่าจะเดินหลงอยู่ภายในสนามบิน
“คงยังหาเด็ก 2 คนนั้นไม่เจอล่ะมั้ง สนามบินตั้งกว้างนี่” ผอ.สำนักโบราณคดีตอบ และพลอยกวาดตามองหาไปด้วยอีกคน
“ก็ผมบอกแล้วว่าผมจะออกไปรับให้ เจ๊แหม่มก็ไม่เอา”
“ตุ อย่าไปเรียกเจ๊ เรียกป๋าต่อหน้าเจ้าหน้าที่คนอื่นเขานะ เดี๋ยวเขาก็เอาไปเรียกตามกันหมด มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” ชนะชนเอ่ยเตือนเพื่อนสนิท
“คุณหัวหน้าเองก็เลิกเรียกผม ตุ สักทีสิครับ ผมก็บอกแล้วว่าให้เรียกรงค์” จตุรงค์ย้อนงอนๆ
“ครับ ทราบแล้วล่ะครับว่ากลัวสาวๆ เมิน คุณเพื่อนก็เลิกเรียกผมหัวหน้า นอกเวลางานเสียทีสิครับ” ชนะชนยิ้มขำท่าทางของจตุรงค์
“ครับ ทราบเหมือนกันแหละครับว่า กลัวสาวๆ จะรุมตอมเพราะตำแหน่ง” จตุรงค์ดักคอกลับอย่างเพื่อนสนิทที่ต่างรู้ทันกัน จนแม้แต่ผู้อาวุโสอย่างผอ.สำนักโบราณคดียังอดอมยิ้มไม่ได้
“โอ... มากันครบแล้วหรือคะ ขอโทษที่ทำให้ต้องรอค่ะ” ผู้อำนวยการสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ฉายา ‘เจ๊แหม่ม’ เจ้าของสรีระอ้วนเตี้ย ในชุดเสื้อลูกไม้แขนยาว กระโปรงบาน รองเท้าคัทชูสีหวาน และสวมหมวกปีกบานติดดอกไม้ คล้ายหลุดออกมาจากยุคจอมพล.ป พิบูลสงคราม เดินนำหญิงสาว 2 คนเข้ามาตรงที่พวกชนะชนยืนอยู่ นั่นเองที่ทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงัก
...ไม่ใช่เพราะลีลาการเลือกเครื่องแต่งกายของเจ๊แหม่ม แต่เป็นหญิงสาว 1 ใน 2 คนซึ่งเดินตามหลังมา และใบหน้าถอดแบบ ‘ มิรา ’ ผู้หญิงในความฝันของเขาออกมาราวกับพิมพ์เดียวกัน
จากยมทูตสู่หัวหน้าแก๊งมาเฟีย ผู้วางแผนยึดครองกะลาแลนด์ด้วยอำนาจแห่งความกาว ภาคต่อของเมื่อผมตาย... แล้วกลายเป็นยมทูต ที่ไม่จำเป็นต้องอ่านต่อกัน
เขาคืออดีตมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงแสนแพงใน กทม. และวันนี้เขากลับมายังประเทศไทยในฐานะ... ยมทูต!! เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับการก่อตัวขึ้นของระเบิดเพลิงลูกมโหฬารตระการตา แบบที่ดาวเหนือไม่มีโอกาสจะได้พบเห็นง่ายๆ ในชีวิตการเป็นมนุษย์ ทำเอาหนุ่มน้อยถึงกับวิ่งสี่คูณร้อยหนีตายเอาชีวิตรอด ราวกับหลงลืมว่าตัวเองเป็นยมทูต และตายไปนานแล้ว "กลับมานี่เด็กใหม่ เอาเหยื่อนั่นไปส่งสูทแดงซะ!"
"ไล่ผู้หญิงคนนี้ออกไปซะ" "โยนผู้หญิงคนนี้ลงทะเลซะ" ขณะที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเหนียนหย่าเสวียน โฮว่หลิงเฉินได้ปฏิบัติต่อเธออย่างไม่เป็นมิตร "คุณหลิงเฉินครับ เธอคือภรรยาของท่านครับ" ผู้ช่วยของหลิงเฉินกล่าวเตือนเขา เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิงเฉินหยุดเพ่งมองไปที่เขาอย่างเย็นชาและบ่นขึ้นมาว่า "ทำไมไม่บอกผมให้เร็วกว่านี้?" นับจากนั้นเป็นต้นมา หลิงเฉินได้ตามใจและรักใคร่ทะนุถนอมหย่าเสวียนมาตลอด โดยไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะหย่าร้างกัน
ในวันแต่งงาน เสิ่นเยวียนถูกคู่หมั้นและน้องสาวของเธอทำร้าย และถูกจำคุกเป็นเวลาสามปีด้วยความทุกข์ทรมาน หลังจากได้รับการปล่อยตัวจากคุก น้องสาวผู้ชั่วร้ายได้คุกคามด้วยชีวิตแม่และพยายามให้เธอมอบตัวกับชายชรา อย่างไรก็ตาม เธอได้พบกับเซียวเป่ยหาน ซึ่งเป็นผู้ทรงอิธิพลที่หล่อเหลาและเย็นชาแห่งแห่งสังคมด้านมืด อย่างไม่คาดคิด และชะตากรรมของเธอก็เปลี่ยนไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ว่าเซียวเป่ยหานจะเย็นชา แต่เขากลับปฏิบัติต่อเสิ่นเยวียนดั่งเป็นสมบัติล้ำค่า นับแต่นั้นมา เธอจัดการคนเสแสร้ง เอาคืนแม่เลี้ยงและไม่ถูกกลั่นแกล้งอีกต่อไป
【สาวน้อยผู้มีความรักในใจกลายเป็นหญิงสาวที่มีสติปัญญา vs ซีอีโอผู้ตามรักอย่างบ้าคลั่ง】 ในปีที่ห้าของการแต่งงานแบบลับๆ ของเธอ เสิ่นจาวหนิงเห็นสามีของไปเปิดห้องที่โรงแรมกับรักแรกของเขากับตาตนเอง จากนั้นเธอเพิ่งรู้ว่าลี่เยี่ยนซิวแต่งงานกับเธอเพราะเธอดูคล้ายกับรักแรกของเขา เสิ่นจาวหนิงตายใจและหลอกให้ลี่เยี่ยนซิวเซ็นสัญญาหย่า หนึ่งเดือนต่อมา เธอประกาศต่อหน้าผู้คนว่า “ลี่เยี่ยนซิว ฉันไม่ต้องการคุณอีกแล้ว อให้คุณกับรักแรกของคุณจะอยู่ด้วยกันตลอดไป” ลี่เยี่ยนซิวกอดเธอพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “เสิ่นจาวหนิง คุณเป็นคนที่เข้ามาหาผมก่อน แล้วตอนนี้คุณจะทิ้งผมง่ายๆ ได้ยังไง?” ****** หลังจากที่เสิ่นจาวหนิงหย่า งานของเธอไปได้ดีขึ้นเรื่อยๆ บริษัทก็เตรียมที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในงานเลี้ยงฉลอง ลี่เยี่ยนซิวก็เข้าร่วมด้วย เขามองอดีตภรรยาที่จับมือผู้ชายอื่นด้วยความหึงหวงอย่างแรง ขณะที่เสิ่นจาวหนิงเตรียมเปลี่ยนชุด เขาก็ตรงเข้ามาหาเธอในห้องลองเสื้อ “ผู้ชายคนนั้นดีขนาดนั้นเลยเหรอ?” เสิ่นจาวหนิงถึงสังเกตเห็นว่าลี่เยี่ยนซิวร้องไห้แล้ว น้ำตาของเขาตกลงบนกระดูกไหปลาร้าของเธอและมันรู้สึกร้อนๆ “เสิ่นจาวหนิง ผมเสียใจแล้ว เราคืนดีกันได้ไหม?”
ตระกูลซูล่มสลาย จวนเจิ้นกั๋วทั้งตระกูลถูกประหารชีวิตในคืนเดียว ชาติก่อน… ซูเฉิงอิ้งถูกน้องสาวหลอกใช้ ถูกชายเจ้าชู้เล่นตลก ชาติก่อน… ซูเฉิงอิ้งใช้ชีวิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่แคว้นเป่ยเหลียงสิบกว่าปี แต่กลับถูกกล่าวหาว่าคบคิดกับศัตรู คนทั้งแคว้นเซิ่งถังต่างก็ด่าทอยกใหญ่ ชาติก่อน… ซูเฉิงอิ้งต้องยืนมองน้องสาวกับรักแรกของตนสนิทสนมกัน ครองโลก ส่วนตัวเองกลับโดนประหารชีวิต เลือดสาดตะวัน เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้ง… ซูเฉิงอิ้งถือดาบกลับมา ฟาดแรก… ตัดสายเลือด ฟันน้องสาวอกตัญญู ฟาดที่สอง… ตัดความรัก ฟันรักแรกที่หน้าเนื้อใจเสือ ฟาดที่สาม… ตัดคำพูด ฟันทุกเสียงนินทาของเป่ยเหลียงที่บิดเบือนความจริง ฟาดที่สี่… ตงฟางไป๋เยว่ “หรือว่าฮูหยินอยากจะฆ่าสามีผู้นี้ด้วยหรือ” ซูเฉิงอิ้ง“หุบปาก…”
เพราะว่า...การช่วยตัวเอง...ในที่ทำงานมันผิด!! “โดนของจริงดีกว่าไหมครับ...แค่นิ้ว...มันคงไม่อาจจะสนองความต้องการของคุณได้” นี่จึงเป็นบทลงโทษที่เธอต้องรับมันไป...โทษฐานที่ทำให้ท่านประธานอย่างเขาจับได้...!!
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเจียงว่านหนิงรักเย่เชินมานานหลายปี เธอที่มักจะว่านอนสอนง่ายและน่ารักเสมอ ได้สักลายเพื่อเขาและยอมทนอยู่ใต้อำนาจผู้อื่น เมื่อเธอถูกทุกคนใส่ร้ายจนโดนตำหนิ เขากลับนิ่งเฉยและยังถึงขั้นให้เธอคุกเข่าให้แฟนเก่าของเขาอีกด้วย เธอที่รู้สึกอับอาย ในที่สุดก็หมดหวัง หลังจากยกเลิกการหมั้น เธอก็หันไปแต่งงานกับทายาทพันล้านทันที คืนนั้นเอง ใบทะเบียนสมรสของทั้งคู่ก็กลายเป็นข่าวฮิตบนโลกออนไลน์ เย่เชินที่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกาจที่สุดก็เริ่มวิตกและพูดออกมาด้วยความโกรธว่า "อย่าเพ้อฝันไปเลย นายคิดว่าเธอรักนายจริงๆ งั้นเหรอ เธอแค่ต้องการใช้พลังอำนาจของตระกูลฟู่เพื่อแก้แค้นฉันเท่านั้นเอง" ฟู่จิงเซินจูบหญิงสาวในอ้อมกอดและตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจว่า "แล้วจะเป็นไรไปล่ะ ก็พอดีว่าฉันมีทั้งเงินและอำนาจนี่"
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY