งามจิตนอนนิ่งอยู่บนเตียง สายตาของเธอว่างเปล่าจับจ้องไปยังโคมไฟคริสตัลราคาแพงบนเพดาน เธอเมินแก้วน้ำที่ธราธิปยื่นมาให้ตรงหน้า อากาศภายในห้องพักส่วนตัวยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสัมพันธ์ทางกายที่เพิ่งจบลง แต่สำหรับงามจิตแล้ว มันมีเพียงความอึดอัดที่กัดกินหัวใจ
“ดื่มน้ำ” ธราธิปออกคำสั่ง น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยอำนาจเสมอ
งามจิตไม่ตอบ เธอค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มผืนหนาเลื่อนหลุดจากหัวไหล่ เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่มีรอยแดงจาง ๆ จากการกระทำของเขาปรากฏอยู่ทั่ว
เธอไม่ได้รับแก้วน้ำนั้นมา แต่กลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใด ๆ “คุณธราธิปคะ คืนนี้ฉันจะไปดูตัวค่ะ”
นิ้วที่ถือแก้วน้ำของธราธิปกระชับแน่นขึ้นในทันที อากาศรอบตัวราวกับแข็งตัวในบัดดล
เขาคิดว่าตัวเองหูฝาดไป จึงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “เธอว่าอะไรนะ พูดอีกทีสิ”
งามจิตเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบคู่นั้นของเขา ดวงตาที่ลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง เธอกล่าวซ้ำช้า ๆ ชัด ๆ ทีละคำ “ฉันบอกว่า คืนนี้ฉันจะไปดูตัวค่ะ แม่เป็นคนนัดให้ ฝ่ายชายเป็นวิศวกร”
เธอจงใจเน้นย้ำอาชีพของอีกฝ่าย เพื่อตอกย้ำว่านั่นคือคู่แต่งงานที่ "เหมาะสม" และเพื่อทิ่มแทงเขา
สีหน้าของธราธิปมืดครึ้มลงอย่างสมบูรณ์ เขาวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่น
เขายื่นตัวเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับลงมาสร้างแรงกดดันมหาศาล มือแกร่งบีบเข้าที่ปลายคางของเธออย่างแรง "งามจิต เธอคงยังไม่ลืมสินะว่าตัวเองอยู่ในสถานะอะไร"
ความเจ็บปวดแล่นปราดจากปลายคาง แต่งามจิตไม่ยอมถอย เธอยังคงฝืนยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูน่าสมเพช “ฉันจำได้ค่ะ ฉันเป็นเลขาของคุณ และเป็นคู่นอนของคุณ แต่คุณกำลังจะแต่งงานกับคุณโชติกาแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
เธอเอ่ยชื่อนั้นออกมาเอง เหมือนมีดที่กรีดลงบนแผลของตัวเองซ้ำ ๆ
แววตาของธราธิปเปลี่ยนเป็นอำมหิตในทันที เขาเกลียดที่สุดเวลาที่เธอทำตัว "รู้ความ" แบบนี้
เขาคลายมือที่บีบคางเธอออก แล้วเปลี่ยนมาใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ผิวที่ขึ้นรอยแดงจาง ๆ อย่างแผ่วเบา แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยอันตราย “นี่เธอกำลังประชดฉันอยู่เหรอ”
งามจิตเบี่ยงหน้าหนีสัมผัสของเขา แล้วเริ่มลุกขึ้นแต่งตัว “ฉันแค่คิดว่า ฉันเองก็ควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้แล้ว”
ทุกการกระทำของเธอฉายชัดถึงความเด็ดเดี่ยว ในที่สุดความอดทนของธราธิปก็หมดสิ้นลง
เขากระชากข้อมือของเธออย่างแรง ดึงเธอกลับไปที่เตียงอีกครั้ง พละกำลังของเขามากล้นจนเธอไม่สามารถขัดขืนได้
“ถ้าฉันไม่อนุญาต เธอก็อย่าหวังว่าจะไปไหนได้ทั้งนั้น” เสียงของเขาลอดไรฟันออกมา
งามจิตดิ้นรนสุดชีวิต แต่มันก็ไร้ประโยชน์
เธอมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของเขา ในใจพลันเย็นเยียบ สุดท้ายจึงหยุดดิ้นรนและหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
การยอมจำนนของเธอไม่ได้ทำให้เขาพอใจ แต่กลับยิ่งโหมไฟโทสะให้ลุกโชน สิ่งที่เขาต้องการคือการยอมศิโรราบ ไม่ใช่ความตายทั้งเป็นแบบนี้
เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “ถ้าเธอกล้าไป ฉันจะทำให้ไอ้วิศวกรนั่นหายสาบสูญไปจากกรุงเทพฯ”
คำขู่ที่ชัดเจนและโหดเหี้ยมทำให้ร่างกายของงามจิตสั่นสะท้าน
เธอรู้ดีว่าเขาเป็นคนพูดจริงทำจริง
แต่เมื่อนึกถึงภาพที่เขากำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับผู้หญิงคนอื่น ในขณะที่ตัวเธอต้องถูกจองจำอยู่ในเงามืดแบบนี้ไปตลอดกาล ความกล้าที่ไม่เคยมีมาก่อนก็พลั่งพรูขึ้นมา
เธอเบิกตากว้าง น้ำตาคลอหน่วยอยู่ในเบ้าตา แต่เธอก็ฝืนกลั้นมันไว้ไม่ให้ไหลออกมา “คุณทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะคะ”
“ทำไมจะไม่ได้” เขาถามกลับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโหดร้ายที่มองว่าเป็นเรื่องปกติ
หัวใจของงามจิตเจ็บแปลบ เธอกัดริมฝีปากแน่น รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดผลักเขาออก แล้วพลิกตัวลงจากเตียง
เธอรีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่อย่างรวดเร็ว แม้แต่รอยยับบนกระโปรงก็ไม่มีเวลาจะลูบให้เรียบ
เธอไม่ได้หันกลับไปมองเขาอีกเลย เธอเปิดประตูห้องพักส่วนตัว แล้วเดินหนีออกไปราวกับกำลังหนีจากขุมนรก