ข้างหลังธนชัย อุษา จำปาพันธ์ ยืนตัวสั่นเทาในสภาพเปียกปอนไปทั้งตัว มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่คลุมร่างบอบบางของเธอไว้ เธอดึงชายเสื้อของธนชัยเบา ๆ พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือสะอื้น "พี่ธันคะ อย่าโทษพี่จิ๊บเลยค่ะ... อุษาซุ่มซ่ามลื่นล้มไปเอง คุณอย่าไปว่าเธอเลยนะคะ..."
คำพูดที่ดูเหมือน "มีเมตตา" ของอุษายิ่งโหมกระพือไฟแห่งความโกรธและความต้องการปกป้องของธนชัยให้ลุกโชน เขาดึงอุษามาหลบอยู่ด้านหลัง ปกป้องเธอราวกับสมบัติล้ำค่า แล้วหันมามองจริยาด้วยสายตาราวกับมองขยะเปียกชิ้นหนึ่ง
จริยาแค่นั่งมองภาพบาดตาตรงหน้าเงียบ ๆ มองผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วยมาสามปี กับผู้หญิงอีกคนที่กำลังแสดงละครฉากใหญ่ ชีวิตแต่งงานของเธอดูไม่ต่างอะไรกับเรื่องตลก
เธอหมดแรงแม้แต่จะเอ่ยปากอธิบาย เพราะเธอรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ไม่เคยเชื่อใจเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ภาพเมื่อสามปีก่อนวาบเข้ามาในหัว คืนนั้นฝนก็ตกหนักเช่นกัน เธอเป็นคนลากร่างที่โชกเลือดและหมดสติของเขาออกมาจากซากรถที่พังยับเยิน และพยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิตเขาอย่างสุดกำลัง
แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้นมา คนแรกที่เขาเห็นกลับเป็นอุษาที่ "บังเอิญ" ผ่านมาพอดี
จริยาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับทะเลสาบน้ำแข็ง เธอถามเสียงเบา "ในสายตาคุณ ฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอ"
"แล้วไม่ใช่หรือไง ผู้หญิงที่แต่งงานกับฉันเพื่อเงินอย่างเธอ จะเป็นคนดีไปได้สักแค่ไหนกัน" ทุกถ้อยคำของธนชัยราวกับเข็มน้ำแข็งอาบยาพิษ พุ่งตรงเข้าทิ่มแทงหัวใจของเธอ
ทันใดนั้น จริยาก็หัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นเยียบจนถึงกระดูก รอยยิ้มของเธอไม่ได้ส่งไปถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย
เธอหยิบปากกาบนโต๊ะขึ้นมา ไม่ได้เหลือบมองเนื้อหาในสัญญาแม้แต่น้อย ก่อนจะตวัดลายเซ็นลงบนท้ายกระดาษอย่างรวดเร็ว
จริยา แก้วประเสริฐ
การกระทำที่เด็ดขาดและรวดเร็วของเธอทำให้ธนชัยชะงักไปชั่วขณะ เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นเธอร้องไห้ฟูมฟาย อ้อนวอน หรือไม่ยอมเซ็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เธอโยนปากกากลับลงบนโต๊ะ เสียงกระทบดัง "แกร๊ก"
"สมใจคุณแล้วนะ ธนชัย คล่องแคล่ว เราสองคนไม่มีอะไรติดค้างกันอีก" การเอ่ยชื่อเต็มของเขา คือการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง
อุษาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นเธอเซ็นชื่ออย่างง่ายดาย ดวงตาของเธอฉายแววประหลาดใจและมีเลศนัยอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยท่าทีน่าสงสารอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกสูญเสียการควบคุมทำให้ธนชัยโกรธจนขาดสติ เขากระชากข้อมือของจริยาอย่างแรง จนแทบจะบดกระดูกของเธอให้แหลกละเอียด "ไม่มีอะไรติดค้างกันเหรอ เธอคิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง ของที่เธอเอาไปจากตระกูลคล่องแคล่วของฉัน ต้องคายออกมาให้หมด!"
จริยาจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา "ฉันแต่งงานกับคุณมาสามปี นอกจากนามสกุลนี้แล้ว ฉันไม่เคยเอาอะไรไปจากบ้านคุณเลย และตอนนี้ ฉันก็คืนมันให้คุณแล้ว"
"อ้อ จริงสิ" เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง สายตากวาดมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธของเขา "คุณควรจะดูแลคุณอุษาของคุณให้สุขภาพแข็งแรงดีนะ ไม่อย่างนั้น อีกไม่นานคุณจะต้องเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองในวันนี้"
"เธอขู่ฉันเหรอ ไสหัวไป!ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!ไปแต่ตัว!" ธนชัยสะบัดมือเธอทิ้งราวกับกำลังปัดเป่าสิ่งสกปรก
จริยาเซไปเล็กน้อย แต่ก็กลับมายืนทรงตัวได้อย่างมั่นคง เธอไม่มองเขาอีกต่อไป เพียงแค่จัดเสื้อผ้าที่ยับย่นของตัวเองให้เข้าที่ แล้วยืดหลังตรง
เธอหันหลังและเดินตรงไปยังประตูทีละก้าวอย่างสงบนิ่ง ไม่ได้หยิบฉวยสิ่งของใด ๆ ติดตัวไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ราวกับว่าเธอกำลังจะเดินไปเที่ยวบ้านเพื่อนบ้านเท่านั้น
เหล่าคนรับใช้ในบ้านต่างก้มหน้าก้มตา ไม่มีใครกล้าสบตาเธอ แต่ทุกคนต่างใช้หางตามองตามแผ่นหลังของอดีตนายหญิงของพวกเขาด้วยความรู้สึกสงสารและเห็นใจ
เธอผลักประตูไม้แกะสลักบานหนักออกไป ด้านนอก ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วง เสียงฟ้าร้องคำรามก้อง ราวกับกำลังบรรเลงเพลงส่งท้ายให้กับชีวิตสมรสอันน่าสมเพชนี้
"เอาของ ๆ ยัยนั่นไปทิ้งให้หมด!อย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!" ธนชัยตะโกนสั่งหัวหน้าแม่บ้านด้วยความเกรี้ยวโกรธ
จริยาไม่ได้หันกลับมามอง เธอเดินหายเข้าไปในม่านฝนอย่างเด็ดเดี่ยว
สายฝนที่เย็นเฉียบสาดซัดจนเสื้อผ้าของเธอเปียกโชก แต่เธอไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย เพราะหัวใจของเธอได้ตายด้านไปแล้ว
เธอเดินไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ในหัวว่างเปล่า การทุ่มเทมาตลอดสามปีแลกมาด้วยบาดแผลเต็มตัว
ทันใดนั้น ความรู้สึกวิงเวียนก็จู่โจมเข้ามา เธอต้องใช้มือยันเสาไฟฟ้าข้างทางไว้เพื่อทรงตัว กระเพาะอาหารปั่นป่วนจนเธอต้องโก่งคออาเจียนออกมา แต่กลับมีเพียงน้ำลายเหนียว ๆ
เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าร่างกายของเธอผิดปกติมาหลายวันแล้ว ทั้งอาการง่วงนอนตลอดเวลาและคลื่นไส้
เสียงเย้ยหยันของธนชัยยังคงดังก้องอยู่ในหู "ถ้าไม่มีฉัน เธอก็อยู่ในกรุงเทพไม่ได้แม้แต่วันเดียวหรอก!"
จริยาเช็ดหยาดฝนที่มุมปาก ก่อนจะแค่นยิ้มออกมาอย่างเย็นชา เสียงหัวเราะแผ่วเบาของเธอดูน่าขนลุกอยู่ท่ามกลางเสียงฝนที่โหมกระหน่ำ
เธอเงยหน้าขึ้น หยาดฝนไหลผ่านใบหน้าที่ซีดขาว แต่ดวงตาที่เคยอ่อนโยนคู่นั้น บัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความเย็นชาสองดวง
"ธนชัย...ตระกูลคล่องแคล่ว..." เธอพึมพำกับตัวเอง "หนี้ที่พวกแกติดค้างฉันไว้ ฉันจะทวงคืนกลับมาทั้งหมด ทั้งต้นทั้งดอก ไม่ให้ขาดแม้แต่สตางค์เดียว"
เธอล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือแบบกันน้ำออกมาจากกระเป๋า แสงจากหน้าจอส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของเธอ
เธอโทรออกไปยังเบอร์หนึ่ง ปลายสายรับโทรศัพท์แทบจะในทันที
"ศศิธร ฉันหย่าแล้ว เตรียมรถให้หน่อย ไปที่ 'รังนก'" น้ำเสียงของเธอสงบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้