สนั่น เจริญสุขรุ่งเรือง ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลนักธุรกิจใหญ่ นั่งลงตรงข้ามเธอ เขาสวมสูทตัดเย็บประณีต ผมเซตเรียบแปล้ ไร้ซึ่งร่องรอยของความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
"อย่าเข้าใจผิด" สนั่นพิงพนักเก้าอี้ ยกนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างหมดความอดทน "นั่นไม่ใช่ของขวัญวันครบรอบ แต่เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายก่อนที่เราจะแยกทางกัน"
ปลายนิ้วของรติมาที่วางอยู่บนตักเริ่มเย็นเฉียบ
เธอค่อย ๆ เลื่อนมือขึ้นมาเปิดฝากล่องกำมะหยี่
ประกายระยิบระยับของสร้อยคอเพชรน้ำงามสะท้อนเข้าตา รูปทรงของจี้เพชรนั้นคุ้นตาเธอเหลือเกิน ลวดลายโค้งมนรูปเถาวัลย์เกี่ยวกระหวัดที่ดูแปลกใหม่
"จำได้ไหม" สนั่นยกยิ้มมุมปากด้วยความภาคภูมิใจอย่างเปิดเผย "ภรณ์เป็นคนออกแบบเส้นนี้เองกับมือ ปิยาภรณ์มีพรสวรรค์ด้านนี้มาตลอด ฉันแค่ให้ช่างฝีมือชั้นยอดทำมันขึ้นมาเพื่อมอบให้เธอ หวังว่าเธอจะชอบรสนิยมของภรณ์นะ"
ความรู้สึกจุกแน่นแล่นขึ้นมาที่ลำคอ รติมารู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งกดทับแผ่นอกจนหายใจลำบาก
ปิยาภรณ์ หญิงสาวที่เป็นรักแรกฝังใจของสนั่น คนที่เขาเฝ้าทะนุถนอมไว้บนหิ้งมาตลอดสามปีที่แต่งงานกับเธอ
"แล้วนี่ก็..." สนั่นเลื่อนเอกสารแผ่นบนสุดเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น
ตัวอักษรพิมพ์หนาชัดเจนระบุว่า 'ใบสำคัญการหย่า'
"เซ็นซะ" น้ำเสียงของเขาไร้เยื่อใย "ภรณ์กลับมาจากต่างประเทศแล้ว ฉันปล่อยให้เธอต้องทนอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไปไม่ได้ การแต่งงานสามปีระหว่างเรา มันเป็นความผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น รติมา เธอเป็นแค่สัตวแพทย์ธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรคู่ควรกับตระกูลเจริญสุขรุ่งเรืองเลยสักนิด"
ลูกค้าโต๊ะข้าง ๆ เริ่มหันมามองด้วยความสนใจ เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาตามลมแอร์ที่เย็นเฉียบ
"นั่นคุณสนั่นนี่..."
"ผู้หญิงคนนั้นคือภรรยาที่แต่งเงียบ ๆ ใช่ไหม ได้ยินว่าเป็นแค่คนธรรมดา"
"สุดท้ายก็โดนเขี่ยทิ้ง น่าสงสารจริง ๆ"
รติมากะพริบตาไล่ความร้อนผ่าวที่ขอบตาออกไป
เธอยืดแผ่นหลังตรง สลัดภาพภรรยาผู้อ่อนหวานและยอมจำนนตลอดสามปีทิ้งไปในชั่วพริบตา
เธอหยิบปากกาหมึกซึมบนโต๊ะ ดึงปลอกออกด้วยการเคลื่อนไหวที่นิ่งสนิทและเฉียบขาด
ปลายปากกาจรดลงบนช่องว่าง
ลายเซ็น 'รติมา คล้ายพงษ์' สลักลงไปอย่างหนักแน่นและไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
เธอเลื่อนกระดาษแผ่นนั้นกลับไปตรงหน้าชายหนุ่ม พร้อมกับปิดฝากล่องสร้อยคอดังคลิก แล้วดันมันคืนไปด้วย
"เรียบร้อยค่ะ"
รติมาลุกขึ้นยืน จัดกระโปรงให้เรียบร้อยอย่างสง่างาม
"คุณสนั่น" เธอเปลี่ยนสรรพนามอย่างชัดถ้อยชัดคำ "จากวินาทีนี้เป็นต้นไป เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน"
เธอหมุนตัวก้าวเดินออกไปทันที ไม่มีการก้มหน้า ไม่มีการอ้อนวอน และไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว
สนั่นมองตามแผ่นหลังเพรียวระหงที่เดินห่างออกไปด้วยความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในอกอย่างประหลาด
เธอควรจะร้องไห้ เธอควรจะคุกเข่ากอดขาเขาเหมือนผู้หญิงทั่วไปไม่ใช่หรือ
ทำไมแววตาของเธอเมื่อครู่ถึงได้เย็นชาจนเขารู้สึกหนาววูบไปถึงกระดูกสันหลังแบบนั้น
ลมร้อนยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ พัดปะทะใบหน้าทันทีที่รติมาก้าวพ้นประตูร้านอาหาร
เธอสูดอากาศเข้าปอดลึก ๆ ความอึดอัดที่กดทับมานานสามปีสลายไปจนหมดสิ้น
เธอหยิบโทรศัพท์เครื่องบางขึ้นมา กดโทรออกหาเบอร์ที่คุ้นเคย
"เจนจิรา ฉันเป็นอิสระแล้ว"
เสียงกรีดร้องด้วยความยินดีดังทะลุลำโพงออกมาแทบจะทันที
"ในที่สุด ยัยรติมา เธอกล้าหาญมาก อยู่ตรงไหน เดี๋ยวฉันขับรถไปรับ ไปฉลองกันให้สุดเหวี่ยงคืนนี้เลย"
เจนจิรา สุวรรณ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ ทายาทตระกูลเศรษฐีผู้รักความยุติธรรมและเกลียดความหน้าซื่อใจคดเป็นที่สุด
ไม่ถึงสิบนาที รถปอร์เช่สีแดงสดก็แล่นมาจอดเทียบหน้าทางเท้าพร้อมเสียงเบรกดังสนั่น กระจกเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าสวยเฉี่ยวของเจนจิรา
รติมาก้าวขึ้นไปนั่งข้างคนขับ
เสียงเพลงบีตหนัก ๆ ดังกึกก้อง เจนจิราเอื้อมมือไปหยิบแชมเปญชั้นดีที่แช่เย็นเจี๊ยบจากตู้เย็นขนาดเล็กในรถ พร้อมแก้วคริสตัลสองใบ
"แด่การเกิดใหม่ของเธอ"
แก้วสองใบชนกันเสียงดังกังวาน รติมายกแก้วขึ้นดื่ม น้ำสีทองเย็นเฉียบไหลผ่านลำคอ ปลุกความมีชีวิตชีวาที่หลับใหลมานานให้ตื่นขึ้น
เจนจิราเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้า มุ่งหน้าสู่วอร์เท็กซ์ ผับระดับไฮเอนด์ที่ร้อนแรงที่สุดในย่านทองหล่อ
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในผับ แสงไฟนีออนสลัวและเสียงดนตรีเร้าอารมณ์โอบล้อมพวกเธอไว้ เจนจิรากอดคอเธอแน่น ประกาศเสียงดังแข่งกับเสียงเพลง
"คืนนี้ฉันจะทำให้เพื่อนของฉันลืมผู้ชายเฮงซวยคนนั้นไปให้หมด"
บาร์เทนเดอร์จุดไฟบนแก้วค็อกเทลสูตรพิเศษ เปลวไฟสีฟ้าลุกโชนสะท้อนในดวงตาสีดำสนิทของรติมา
เจนจิราโน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหูเธอด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"พรุ่งนี้ เราจะไปแปลงโฉมครั้งใหญ่ ทำให้ไอ้สนั่นนั่นเสียดายจนขาดใจตายไปเลย"