“กะทิ” เด็กสาวที่โหยหาความรักความอบอุ่นมาตลอดชีวิต “เอก” ชายหนุ่มที่ไม่เคยพอในรสสวาท “แก้ว” หญิงสาวผู้มีรักแท้อันมั่นคง
“กะทิ” เด็กสาวที่โหยหาความรักความอบอุ่นมาตลอดชีวิต “เอก” ชายหนุ่มที่ไม่เคยพอในรสสวาท “แก้ว” หญิงสาวผู้มีรักแท้อันมั่นคง
“กะทิเดี๋ยวขัดตรงนี้เสร็จแล้วไปเตรียมอาหารกลางวันนะ” หญิงวัยกลางคนบอกเด็กสาวที่กำลังง่วนกับการทำความสะอาดพื้นกระเบื้อง
“ได้จ้ะป้า” เด็กสาววัยแรกแย้มตอบรับด้วยใบหน้าสดใส
กุสุมา วรโกมลหรือกะทิ เด็กสาววัยสิบเก้าปี เธอเติบโตมาในสถานสงเคราะห์เพราะมารดาแท้ๆ ที่ให้กำเนิดนำเธอมาฝากไว้แล้วก็ไม่เคยกลับมาหาอีกเลย
กะทิโตมาพร้อมกับเด็กกำพร้าคนอื่นๆ เพื่อนของเธอบางคนก็มีครอบครัวใหม่มารับอุปถัมภ์ บางคนก็จากไปตั้งแต่เด็กเพราะร่างกายไม่แข็งแรง ตั้งแต่จำความได้เธอไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันที่พอจะเป็นเพื่อนสนิทได้เลยเพราะในสถานสงเคราะห์ เด็ก จะเข้าๆ ออกๆ หรือไม่ก็โดนย้ายที่กันอยู่บ่อยๆ
มีแต่เธอที่ได้อยู่ที่เดิมมาตั้งแต่เด็กจนโต ช่วงประถมเธอได้ไปเข้าเรียนที่โรงเรียนใกล้ๆ สถานสงเคราะห์จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้เพราะเธอดันเรียนเก่งผลการศึกษาของเธอทุกปีอยู่ในขั้นดีเยี่ยมมาตลอด คุณครูจึงให้เธอไปคอยดูแลเด็กเล็ก
กะทิจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยการเรียนแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยหรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า กศน. เธอไปเรียนทุกวันอาทิตย์ส่วนวันอื่นๆ ก็ทำงานอยู่ในสถานสงเคราะห์
กิจวัตรประจำวันของเธอคือตื่นตอนตีห้าเพื่อมาเตรียมอาหารเช้าให้แผนกเด็กเล็กหลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงที่เด็กๆ จะได้ไปอยู่กับคุณครูที่ดูแลเธอมีหน้าที่คอยช่วยสอดส่องเด็กๆ พวกนั้น กลางวันก็ถึงเวลาของเธออีกครั้งที่ต้องเตรียมอาหารอีกหนึ่งมื้อพอจบจากตรงนั้นก็จะเป็นการเรียนในช่วงบ่ายเธอก็ไปทำหน้าที่แบบเดิมเหมือนตอนเช้า
บ่ายแก่ๆ คุณครูก็จะให้เด็กนอนกลางวัน ช่วงที่เด็กๆ หลับเธอกับคุณครูก็จะช่วยกันตรวจการบ้านของเด็กๆ แล้วก็อีกครั้งที่เธอต้องกลับไปที่โรงอาหารเพื่อเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับมื้อเย็น
หลังเด็กๆ กินเสร็จเธอก็จะไปช่วยเด็กๆ อาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมเข้านอนแล้วหัวค่ำไปจนดึกเธอถึงจะได้มีเวลาส่วนตัว กะทิใช้เวลาเหล่านั้นไปกับการอ่านหนังสือทั้งหมด
เงินเดือนของเธอครูสร้อยฟ้าจ่ายให้เป็นการส่วนตัวเพราะเธอไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างอย่างถูกกฎหมาย ครูรักและเอ็นดูเธอมากตอนเด็กๆ เวลาที่ใครมาแกล้งครูก็จะคอยดุคอยว่าให้ตลอด
ถ้าชีวิตนี้ไม่มีครูสร้อยฟ้าเธอคงไม่ได้เติบโตมาจนป่านนี้ ส่วนนึงที่เธอได้อภิสิทธิ์อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กจนโตก็เพราะคุณครูนี่แหละกะทิจึงสำนึกในบุญคุณของคุณครูมาก เธอตั้งใจทำงานรับใช้คุณครูและสถานสงเคราะห์เต็มความสามารถหน้าที่ของตัวเองเธอทำมันเต็มที่ด้วยความเต็มใจเท่านั้นยังไม่พอเธอยังไปช่วยหยิบจับงานอื่นด้วยถ้างานของตัวเองเสร็จแล้ว มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ทุกคนจะรักและเอ็นดูเธอ
กะทิมีรูปร่างสมส่วน ผิวกายขาวนวล ดวงหน้าเนียนใสเพราะเพิ่งจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแต่เธอรู้สึกว่าช่วงนี้สายตาของเธอพร่าๆ ชอบกล อาจเป็นเพราะเธอชอบอ่านหนังสือในที่สลัวๆ ทุกคืน
“กะทิขอไปข้างนอกนะคะครูสร้อยฟ้าแล้วจะรีบกลับมาก่อนมื้อเย็น” เธอมาขออนุญาต จริงๆ วันอาทิตย์เป็นวันหยุดของเธอแต่กะทิก็ยังตื่นมาช่วยเตรียมมื้อเช้าและกลางวันให้เด็กๆ เพราะให้นั่งเฉยๆ ทั้งวันเธอทำไม่ได้
“ไม่ต้องรีบหรอกกะทิเสร็จธุระแล้วค่อยกลับก็ได้” สร้อยฟ้าตอบเด็กสาว
“หนูจะไปดูแว่นสายตาค่ะแล้วก็จะไปร้านหนังสือแค่นั้นเอง”
“แล้วเงินพอไหมกะทิ” สร้อยฟ้าถามด้วยความเป็นห่วง
“พอค่ะคุณครูหนูจะไปดูแบบสำเร็จรูป หนูเคยเห็นในร้านหนังสือค่ะอันละสองสามร้อยเองถูกกว่าไปตัดในร้านแว่นตั้งเยอะ”
“ไปเถอะ ขึ้นรถลงรถก็ระวังด้วยนะกะทิ” สร้อยฟ้าลูบหัวเด็กสาว เธอยกมือไหว้แล้วเดินออกไป
กะทิสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนกับรองเท้ารัดส้นสีน้ำตาล ไหล่เล็กๆ มีกระเป๋าใบน้อยคล้องอยู่
“ลุงศักดิ์เอาอะไรไหมจ๊ะ หนูจะไปห้าง” กะทิแวะถามลุงศักดิ์ผู้รักษาความปลอดภัยประจำสถานสงเคราะห์
“เอาบัตรเติมเงินมาให้ลุงห้าสิบบาทแล้วกันกะทิ” ศักดิ์ยื่นเงินให้เด็กสาว
“ไม่เป็นไรลุงเดี๋ยวกะทิออกให้ ลุงเก็บไว้กินข้าวเถอะ” กะทิบอกปัดแล้วรีบเดินออกมาตัวเธอมีอาหารให้กินทั้งสามมื้อ ที่อยู่ก็ไม่ต้องเสียค่าเช่าแต่ลุงศักดิ์ต้องเสียทุกอย่างเองแถมเมียแกก็พิการแขนขาอ่อนแรงทำงานไม่ได้ อะไรที่ช่วยกันได้เล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยกันไป
“เติมเงินออนไลน์ค่ะ” กะทิแวะเข้าร้านสะดวกซื้อที่หน้าปากซอยก่อนจะขึ้นรถไปห้างเพราะเธอกลัวจะลืม
เด็กสาววัยสดใสมาถึงห้างสรรพสินค้าตอนบ่ายโมงกว่า เธอเดินมุ่งหน้าไปที่ร้านหนังสือทันที
กะทิลองสวมแว่นที่ขายอยู่ในร้านหนังสือ เธอลองอยู่สามสี่อันแล้วก็เห็นว่าแว่นที่เธอสบายตาที่สุดคือสายตาลบร้อยห้าสิบ
“สั้นร้อยห้าสิบ ได้ไงเนี่ย” กะทิถามตัวเอง
เธอหยิบแว่นตาใส่ตะกร้าใบเล็กของร้านแล้วไปเดินดูหนังสือต่อ กะทิชอบอ่านวรรณกรรมแปลเธอไล่สายตาดูทีละเล่มที่ชั้น สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกมาได้หนึ่งเล่ม จากคำโปรยมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กชายคนนึงที่หลุดเข้าไปในโลกเวทย์มนต์
พอได้ของที่ต้องการครบเธอก็เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย กะทิมองเข้าไปในร้านอาหารเห็นเด็กสาวรุ่นๆ เดียวกับเธอสี่คนกินไปพูดคุยหยอกล้อกันไปด้วยใบหน้าสดใส เธอได้แต่มองภาพเหล่านั้นแล้วอิจฉาอยู่ในใจถ้าเธอมีพ่อแม่เธอก็คงได้ไปเข้าเรียนแบบปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ แล้วเธอก็จะได้มีเพื่อนสนิทแบบนั้น
เหตุผลนึงที่กะทิไม่ชอบออกไปไหนเพราะเธอไม่อยากเห็นภาพครอบครัวของพ่อแม่ลูกหรือกลุ่มๆ เพื่อนที่มีความสุขมันทำให้เธอทุกข์ใจเธอยอมรับความกำพร้าของตัวเองได้แต่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรกับมัน หัวใจดวงน้อยๆ ของเธอหวั่นไหวและเจ็บแปลบทุกครั้งเวลาต้องเห็นภาพอะไรแบบนั้น
“ตาสั้นแล้วหรอกะทิ” ลุงศักดิ์ทักเมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้
“จ้ะลุงมันแค่มองไม่ชัดนิดเดียวแต่กะทิรำคาญจ้ะ”
“ลุงได้เงินแล้วนะขอบใจมาก”
“เกือบลืมเลย หนูซื้อมาฝากจ้ะลุง” กะทิยื่นถุงแกงกับผลไม้ให้ลุงศักดิ์
“เอาเงินไปเลยนะกะทิ ลุงไม่ยอมหรอก” ศักดิ์หยิบธนบัตรใบแดงๆ ออกมา
“ลุงศักดิ์หนูกินฟรีอยู่ฟรีไม่ต้องจ่ายอะไรเลย นานๆ ทีจะซื้อของแบ่งปันให้ลุงบ้างมันจะไม่ได้เลยหรือคะ” กะทิถามแล้วทำหน้าน้อยใจ
“นอกจากคนที่นี่หนูก็ไม่มีใครแล้วนะคะ”
“ขอบใจนะกะทิ” ศักดิ์ยอมแพ้แล้วเก็บเงินเข้ากระเป๋า
“หนูไปก่อนนะ” กะทิยิ้มยิงฟันให้ลุง รปภ.
“เชิญจ้ะ ตามสบายนะ” กอบสุขบอกด้วยเสียงสั่นๆ เพราะดำรงไม่ได้มาคนเดียวแต่พาเพื่อนมาอีกสองคน “คุณกอบจำเรื่องที่เคยบอกผมได้ไหมครับ” ดำรงถาม “จำได้จ้ะ เรื่องนั้นใช่ไหม” “คุณกอบต้องพูดให้ชัดเจนนะครับ กระซิบบอกผมคนเดียวก็ได้เพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นเพียงทางเดียวเท่านั้นคือคุณกอบยินยอม” “ฉันอยาก xxx” กอบสุขสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วเชิดหน้าบอกอย่างมั่นใจ เธอต้องการมันและไม่ใช่เรื่องผิดบาปใดๆ ที่ผู้หญิงอยากทำแบบนี้ หากมันไม่เดือดร้อนใคร ทำไมจะทำไม่ได้ เพื่อนๆ ของดำรงไม่รีรอเมื่อคนชวนมาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
♡ แรกๆ ก็เอ็นดู หลังๆ ก็อยากให้ดูเอ็น ♡ บางส่วนจากนิยาย: กิตตินอนมองเอมิลี่แต่งตัวอย่างเพลิดเพลินแล้วความคิดซุกซนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่อยากให้เธอใส่เสื้อผ้าเลยให้ตายสิ อยากถอดเสื้อจัง อยากถอดกางเกงด้วย ชุดชั้นในก็ไม่ต้องใส่หรอกบดบังของสวยๆ ทำไม “แล้วพี่โก้ไม่แต่งตัวเหรอคะ” “แต่ง … แต่งครับ รอเดี๋ยวเดียวนะ” กิตติต้องหยุดความคิดฟุ้งซ่านลงก่อน “พี่โก้ไม่อยากไปใช่ไหมคะ” เอมิลี่เดินกลับไปหาคนที่ยังไม่ลงจากเตียง “อยากครับ ไปสิไปกันเลย พี่แต่งตัวอึดใจเดียวก็เสร็จแล้ว” “ไม่จริงหรอกค่ะ ทำอยู่ตั้งนานกว่าพี่โก้จะเสร็จ” คำเตือน: มีการสูญเสีย มีเหตุการณ์สะเทือนใจ
พิรุณญาผู้ไม่มีที่พึ่งพา ต้องถูกเพชรกล้ารังแกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็จำต้องทนเพราะความกตัญญูที่มีต่อพ่อแม่เขา ทว่าความอดทนก็จำต้องหมดไปเมื่อเขาทำลายทุกอย่างที่เธอมีจนพังพินาศลง จึงต้องพาตัวเองหนีจากเขาไปและไม่คิดจะหวนกลับคืนมา ------------------------------------------------------------------- “โผล่หัวออกมาแล้วเหรอ! ไม่เห็นรึไงว่าฉันกลับมาแล้ว ทำไมไม่หาเบียร์เย็นๆ มาให้ ฉันเพิ่งจะกลับจากไปทำงานหาเงินมาให้เธอใช้นะ อย่าลืมสิว่าไอ้ที่ได้กินได้ใช้อย่างสบายๆ น่ะมันเป็นเงินของใคร” “เบียร์หมดค่ะ พี่เพ็ญกำลังไปซื้อ รบกวนคุณเพชรรอสักครู่นะคะ” “ฉันไม่รอ! ฉันจะเอาเดี๋ยวนี้ไปหามาให้ฉัน ไม่งั้นได้เห็นดีกันแน่” เพชรกล้าตะคอกใส่หน้าหญิงสาวทันที ขณะเดินเข้าไปหาใกล้ๆ แล้วจ้องมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเอาเรื่อง จนพิรุณญาต้องถอยออกห่างไปสองสามก้าว แล้วก็ทำใจดีสู้เสืออธิบายให้เขาฟังอีกครั้ง “อีกหน่อยพี่เพ็ญคงจะมาค่ะ ในตู้เย็นไม่มีเหลือแล้วจริงๆ” “ไม่มีเธอก็ออกไปหาซื้อมาสิ! ฉันบอกแล้วไงว่าไม่รอ น้ำยาคนเป็นแม่บ้านใหญ่อย่างเธอทำได้แค่นี้เองเหรอ หรือจะเก็บแรงเอาไว้ทำอย่างอื่น หรือถ้าคนที่ยืนตรงหน้าเธอไม่ใช่คุณพ่อ เธอก็จะไม่สนใจดูแลอย่างนั้นใช่มั้ย” “คุณพูดอะไรของคุณฉันไม่เข้าใจ ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอไปทำงานต่อนะคะ” พิรุณญาเริ่มไม่พอใจในน้ำคำของเขามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็พยัยามจะหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้มีปัญหาเหมือนครั้งก่อนอีก เธอจึงหันหลังเดินกลับไปเข้าครัว แต่ก็ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหน ก็ถูกเพชรกล้าคว้าแขนเอาไว้ก่อน “ปล่อยนะคุณเพชร!” พิรุณญาพยัยามสบัดแขนออกจากมือเขา แต่ไม่อาจสู้แรงได้ “เธอจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าฉันยังคุยธุระไม่เสร็จ เธอนี่มันเป็นผู้หญิงประเภทไหนกันนะ ถึงได้ทำตัวไร้เดียงสาซะเหลือเกิน ไม่รู้จริงๆ เหรอว่าที่ฉันพูดหมายความว่ายังไง อย่ามาเสแสร้งให้ฉันสมเพชเธอมากไปกว่านี้นักเลย เมื่อคืนไปออดอ้อนอะไรพ่อฉันล่ะ วันนี้แจ็คพ็อตถึงได้มาลงที่ฉันได้ ฉันล่ะเกลียดผู้หญิงขี้ฟ้องอย่างเธอจริงๆ เมื่อไหร่คนหน้าด้านหน้าทนอย่างเธอ จะไปจากชีวิตพวกฉันซักที เพราะในบ้านนี้มีแต่คนที่เกลียดเธอทั้งนั้น รวมทั้งฉันด้วย ได้ยินมั้ยว่าฉันเกลียดเธอ เกลียด! เกลียด! เลียด!” สิ้นคำแขนที่มีแรงมหาศาลก็สบัดจนร่างผอมบาง จนถลาล้มหน้าผากฟาดกับเหลี่ยมตู้โชว์อย่างแรง “โอ๊ย!” พิรุณญาทันได้ร้องออกมาแค่นั้น ก็เกิดอาการมึนขึ้นมาจนต้องนั่งอยู่กับพื้นนิ่งๆ
กลางวันอ่อนหวาน กลางคืนร้อนแรง นี่คือคำที่ลู่เยียนจือใช้เพื่อบรรยายถึงเธอ แต่หานเวยบอกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ไม่ถึงครึ่งปี ลู่เยียนจือกลับไม่ลังเลที่จะขอหย่ากับสือเนี่ยน “แค่ปลอบใจเธอไปก่อน ครึ่งปีข้างหน้าเราค่อยแต่งงานใหม่” เขาคิดว่าสือเนี่ยนจะรออยู่ที่เดิมตลอด แต่เธอได้ตาสว่างแล้ว น้ำตาแห้งสนิท หัวใจสือเนี่ยนก็แตกสลายไปแล้วด้วย การหย่าปลอมๆ สุดท้ายกลายเป็นจริง ทำแท้งลูก เริ่มต้นชีวิตใหม่ สือเนี่ยนจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก แต่ลู่เยียนจือกลับเสียสติ ต่อมา ได้ยินว่าคุณชายลู่ผู้มีอิทธิพลนั้นก็อยู่นิ่งๆ ต่อไปไม่ได้ ขับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ไล่ตามเธออย่างบ้าคลั่ง เพียงเพื่อขอให้เธอเหลือบมองเขาอีกครั้ง...
ทุกคนรู้ดีว่า บุตรีคนโตที่ไม่เป็นที่โปรดปรานในจวนโหวอันติ้งแห่งเมืองหลวง ทำให้แม่แท้ๆ ของตนต้องเสียชีวิต เป็นคนที่ถูกมองว่าเป็นตัวโชคร้าย ก่อนแต่งงานก็ทำให้แม่เลี้ยงฝันร้ายอยู่หลายวัน ออกเดินทางไปทำบุญนอกเมืองก็ถูกโจรจับตัวไป แต่ใครจะคิดว่าโชคร้ายกลับกลายเป็นโชคดี นางเปลี่ยนนิสัยไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ยอมให้ใครมารังแกอีกต่อไปที่แท้ซูชิงซวู่ ผู้สุดยอดสายลับที่ทะลุมิติมาเผชิญกับพ่อที่เย็นชา แม่เลี้ยงที่ชั่วร้าย คู่หมั้นที่นอกใจน้องสาวต่างแม่ แต่ไม่เป็นไร คอยดูว่าเธอจะจัดการพวกชั่วช้า และเอาคืนทุกอย่าง ทว่าทำไมท่านอ๋องผู้นั้นถึงมองมาที่เธอด้วยสายตาแปลกๆ นั่นล่ะเผ่ยเสวียนจู: บุญคุณที่ช่วยชีวิต ไม่มีสิ่งใดตอบแทนได้ นอกจากเอาตัวไปแลก
แม่บ้านอย่างฉัน.. มีสามีก็เหมือนไม่มี.. เพราะเขาเป็นพวกนกกระจอกไม่ทันกินน้ำ.. ปล่อยให้ฉันอารมณ์ค้างตลอด.. จนฉันเริ่มจะทนไม่ไหว... แต่แล้ว.. เราทั้งสองก็ค้นพบทางออกอย่างไม่คาดฝัน..
นางเอกสาวพราวเสน่ห์ของโลกมนุษย์ VS พระเอกอ่อนโยนแสนร้ายกาจ สามปีต่อมา เธอกลับมาที่เมืองจินเฉิงอีกครั้ง ก็มีชาติตระกูลโด่งดัง มีคนรักที่รักใคร่กลมเกลียวกับลูกแฝดน่ารักคู่หนึ่ง เดินถือแก้วไวน์ไปในงานเลี้ยง เธอยิ้มสดใสเหมือนดอกไม้แรกแย้ม แต่เมื่อหันหลังกลับ กลับถูกเขาจับตัวกดไว้กับด้านหลังเสาที่ไม่มีคน เขาคือดวงดาวริบหรี่บนท้องฟ้ายามราตรี เป็นความฝันที่เคยไกลเกินเอื้อมของเธอในอดีต แต่ตอนนี้กลับพูดเสียงเข้มข้นข้างหูว่า “ในที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว! ” ริมฝีปากของเธอถูกกัดจนเป็นแผล แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ “คุณเว่ย ต้องให้ฉันเตือนคุณไหม? เราหย่ากันไปนานแล้วนะคะ”
ลี่สิงหยวนมีอาการเสพติดเซ็กส์กำเริบเป็นครั้งแรก แล้วก็เผลอมีอะไรกับเจียงหว่านหนิงโดยไม่รู้ตัว ตลอดสามปีหลังจากนั้น เขาไม่เคยเอ่ยปากสารภาพรัก แต่กลับหลงใหลในร่างกายของเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้น เจียงหว่านหนิงคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานพอ จะสามารถละลายหัวใจของเขาได้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา คือข่าวว่าเขากำลังคบกับรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง “ตามจีบเธอมาตั้งนาน ในที่สุดเธอก็ยอมเป็นแฟนฉันสักที” ชายหนุ่มมองเข้าไปในดวงตาของเธอแล้วพูดว่า “จากนี้ไปเราอย่าติดต่อกันอีกเลย” หลังจากนั้น เจียงหว่านหนิงก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตามที่เขาต้องการ แต่ลี่สิงหยวนกลับเสียใจ แล้วออกตามหาเธอไปทั่วอย่างคนเสียสติ ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้าเธออย่างต่ำต้อย วิงวอนว่า “หว่านหนิง กลับมาอยู่ข้าง ๆ ฉันได้ไหม?”
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY