แม้ปวดร้าวก็ปักใจรัก
แม้ปวดร้าวก็ปักใจรัก
หลายปีก่อน
คฤหาสน์มหเดชภักดีคือตึกสีเหลืองนวลมีหน้าต่างไม้บานสูงหลายสิบบานเพื่อเปิดรับลม เสาปูนเป็นทั้งโครงสร้างและสิ่งประดับเพราะมีลวดลายวิจิตรบรรจง ผู้คนย่านนี้เรียกขานคฤหาสน์ใหญ่โตว่าตึกนวลจนติดปาก
ตึกนวลเป็นที่รับรองคนใหญ่คนโตมาหลายสิบปีเพราะเจ้าของที่ปลูกสร้างคือข้าราชการชั้นสูงแต่ลูกหลานรุ่นต่อมาหันไปทำอาชีพอื่นตึกนวลจึงเงียบเหงาไม่มีรถยนต์สวยๆ วิ่งเข้าวิ่งออกเหมือนแต่ก่อน
ผ่านมานานหลายปี ลมฝนดินฟ้าทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนไปรวมถึงตึกนวลที่ทรุดโทรมลงตามเวลา มาวันนี้ชาวบ้านในละแวกได้มีเรื่องใหม่ให้สนใจเพราะตึกนวลมีการทาสีและต่อเติมโครมครามมาพักใหญ่แล้ว
“เขาว่าลูกชายจะกลับมาจากอังกฤษ เลยทำบ้านครั้งใหญ่” ชาวบ้านที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตึกนวลคุยกับเพื่อนที่เจอในตลาด
“คุณพงศ์พลน่ะหรือ หายไปนานเลยนะ คิดว่าจะไม่กลับมาแล้ว”
“ก็ใช่สิ จะใครไปได้ล่ะ ท่านกำพลมีลูกชายอยู่คนเดียว”
“ข่าวว่าไปได้กับฝรั่งหัวทองไม่ใช่เหรอ ท่านกำพลหัวเสียน่าดู”
“โอ๊ย ! นั่นมันข่าวสมัยพระเจ้าเหาจ้ะเธอ คุณพงศ์พลพบรักกับสาวไทยที่ร่ำรวยเหมือนกัน ได้ยินว่าครอบครัวฝั่งผู้หญิงเป็นเชื้อสายโดยตรงของขุนนางเลยนะ”
“โอ้โฮ ! ขนาดนั้นเชียว ขุนนางคนไหน รู้ไหม”
“ไม่รู้หรอก ขุนนางมีตั้งเยอะแยะใครจะไปจำได้แต่ที่สำคัญก็คือ เขาลือกันว่ากลับมาคราวนี้เพราะจะมาแต่งงาน”
“แต่งงาน !”
“ชู่ว ! อย่าเอ็ดไปสิ เขาพูดกันข้างใน”
“แล้วเธอรู้ได้ยังไงแม่อิ่ม”
“ก็ตาพวยนั่นไง วันก่อนไปตัดต้นไม้ที่ตึกนวลแล้วได้ยินคนครัวคุยกัน”
“ตายจริง ! สงสัยท้องโตกลับมาแน่ๆ ถึงได้รีบร้อนแต่ง”
“ฉันก็คิดยังงั้นแหละ”
ทั้งสองคุยไปเลือกผักไปแล้วสักพักแม่ค้าผักก็เข้าร่วมวงสนทนาด้วย ลูกค้าคนต่อมาได้ยินเรื่องน่าสนใจจึงยืนฟังแล้วแม่ค้าพ่อค้าแผงข้างๆ ก็ค่อยๆ เข้ามาเพิ่มเติม ไม่ถึงชั่วโมงข่าวลูกชายตึกนวลทำผู้หญิงท้องก็ลามไปทั่วทุ่ง
กว่าจะถึงวันงานฝ่ายหญิงก็เสียหายยับเยินเพราะโดนกล่าวหาไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าจงใจปล่อยท้องเพราะอยากจับผู้ชาย เลยเถิดไปจนถึงหน้าตาขี้ริ้วก็ยังมีทั้งที่ความจริงยังไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตาของผู้หญิงแม้แต่คนเดียว
การรอคอยอันยาวนานของชาวบ้านผู้สอดรู้จบสิ้นแล้วเพราะวันนี้บุตรชายของกำพลเดินทางถึงบ้านเกิดโดยสวัสดิภาพ คฤหาสน์มหเดชภักดีเปิดเพลงลีลาศตั้งแต่หัววัน รถยนต์คันโก้วิ่งเข้าออกเป็นว่าเล่น
“ไม่เห็นต้องจัดงานให้วุ่นวายเลยครับคุณพ่อ” พงศ์พลมองงานเลี้ยงใหญ่โตที่พ่อเตรียมให้ก็รู้สึกเกรงใจ เขาไม่อยากให้มันเอิกเกริกใหญ่โตเพราะอีกไม่นานก็จะมีงานใหญ่
“วุ่นวายอะไร คนในบ้านดีใจกันทั้งนั้นที่บ้านกลับมาคึกคักเหมือนสมัยก่อน”
“แค่ผมกลับมาเหยียบบ้านคุณพ่อก็เสียเงินแล้ว ผม …”
“เงินมันมีไว้ใช้ จะให้พ่อเอาเก็บไว้ยัดข้างโลงรึไง ที่เก็บหอมลอมริบไว้ก็เหลือเฟือใช้ไปได้หลายชาติ ให้พ่อมีความสุขสักหน่อยไม่ได้รึ”
“ขอบคุณครับคุณพ่อ” พงศ์พลไม่อยากเถียงให้เสียบบรรยากาศและมันก็เป็นเงินของพ่อจริงๆ พ่อจะใช้ทำอะไรก็เป็นสิทธิ์ของท่าน
“คงใกล้มาถึงกันแล้ว” กำพลตื่นแต่เช้าเพื่อมากำกับดูแลงานเลี้ยงด้วยตัวเองเพราะไม่อยากให้มีสิ่งใดบกพร่อง
“มาพอดีเลยครับคุณพ่อ” พงศ์พลตื่นเต้นจนหัวใจแทบทะลุอกเมื่อจะได้พบคนรัก หลังจากไม่ได้เจอหน้ากันหลายวัน
“สวัสดีครับท่านอำนาจ ท่านพิมล คุณพลอยลดา”
“โอ๊ย ! ท่านอะไรกัน จะดองกันอยู่แล้ว เรียกชื่อกันเฉยๆ ก็พอ”
“ยินดีต้อนรับครับ ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าหากมีสิ่งใดผิดพลาด บ้านเราไม่ได้จัดงานมานานแล้วครับแต่ก็ทำกันสุดฝีมือเลย”
“อันที่จริงไม่น่าลำบากเลยค่ะ แค่กินข้าวกันก็พอ”
“ไม่ได้หรอกครับ พวกคุณให้เกียรติมาเยี่ยมทั้งที ไหนจะคุณหนูพลอยลดาอีก น้อยกว่านี้ไม่ได้เลย”
“ขอบพระคุณค่ะคุณลุง” พลอยลดาไหว้อย่างชดช้อยสมกับลูกผู้ดีมีตระกูล
“วันนี้เรียกคุณลุงได้แต่วันหน้าไม่ได้แล้วนะ” กำพลบอกพร้อมยิ้มรื่น จะไม่ให้อารมณ์ดีได้อย่างไรเพราะมีแต่เรื่องดีๆ ลูกชายกลับบ้านแถมกำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับหญิงสาวที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งคู่เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก
“ภาพสวยเหมือนมีชีวิตเลยค่ะ” พลอยลดารวมทั้งพ่อแม่ของเธอหยุดชื่นชมรูปวาดที่โถงทางเดิน
“ถ้าไม่มีคุณก้อย รูปนี้คงน่าเกลียดพิลึก” กำพลบอกแล้วมองภรรยาสุดที่รัก
“ไม่หรอกค่ะ คุณลุงก็รูปงามไม่เป็นรองใคร” พลอยลดาชมจากใจไม่ใช่เพื่อประจบประแจง ไม่แปลกที่คนรักของเธองามตาไร้ที่ติเพราะพ่อกับแม่ดีพร้อมสมส่วนราวเทพบรรจงปั้น
“คุณพลอยลดาก็ชมคนแก่เกินไปครับ”
“เรียกหนูว่าพลอยก็พอค่ะคุณลุง”
“เสียดายนะครับที่คุณแม่ไม่ได้เห็นวันนี้” พงศ์พลมองมารดาด้วยความคิดถึง
“คุณแม่ท่านมองอยู่ข้างบนจ้ะ” พิมลให้กำลังใจว่าที่ลูกเขย
“ขอบคุณครับคุณแม่ เราเข้าไปข้างในกันดีกว่าไหมครับ”
“นั่นไง ! ไอ้พงศ์มันยังเรียกแม่เลย หนูพลอยก็เรียกพ่อบ้างสิ”
“พลอยเรียกพ่อว่าลุงก็ถูกแล้วครับ ส่วนผมจะให้เรียกคุณแม่ว่าคุณป้าหรือเรียกคุณพ่อว่าคุณลุงไม่ได้แน่ๆ เพราะทั้งสองท่าน ไม่เหมือนลุงกับป้าสักนิด ยังหนุ่มสาวกันอยู่เลย”
“เอ้า ! ไอ้พงศ์ แกว่าพ่อแก่หง่อมเรอะ”
“เปล่านะครับ พ่อพูดเอง” พงศ์พลทำหน้าเป็นใส่บิดา
“เข้าข้างในกันดีกว่าค่ะคุณพ่อ” พลอยลดาบอกแล้วกำพลก็ยิ้มหน้าบาน
ประมุขของบ้านให้เด็กสาวควงแขนแล้วกุมมืออย่างทะนุถนอม อีกไม่นานเธอก็จะมาเป็นนายหญิงที่นี่ กำพลจึงเล่าความเป็นมาของคฤหาสน์มหเดชภักดีให้เธอฟังส่วนพงศ์พลก็เล่าความเป็นอยู่ของคนที่นี่ให้พ่อกับแม่คนรักได้ฟัง
พงศ์พลเกิดที่นี่ เกิดจริงๆ ไม่ใช่คำเปรียบเปรย วันนั้นกรพินท์ผู้เป็นมารดาเจ็บท้องตอนใกล้รุ่ง กำพลจึงให้คนในบ้านเตรียมรถแต่รถเสียเครื่องไม่ติด ระหว่างที่หาทางไปโรงพยาบาลทารกเพศชายก็คลอดออกมาอย่างปลอดภัย ผู้คนในบ้านดีใจกันยกใหญ่
พอสายๆ หมอก็มาดูแลแม่กับลูกซึ่งทั้งสองคนแข็งแรงไม่มีสิ่งใดให้กังวล
พงศ์พลเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรักแม้มารดาจะจากไปก่อนแต่เขาก็ไม่เคยลืมมารดาแสนสวยแสนใจดี
เขายังจำได้ขึ้นใจไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงหวานใสยามเธอร้องเพลงกล่อมนอน อาหารมากมายที่ใครทำก็ไม่อร่อยเท่า เสื้อผ้าชุดพิเศษที่เธอตัดเย็บเอง เธอเป็นแม่เป็นครูคนแรกและเพื่อนคนแรกเช่นกัน
“ใหญ่โตจนพลอยรู้สึกว่าตัวหดเหลือนิดเดียวเลยค่ะคุณพ่อ” เมื่อมาถึงห้องอาหาร พลอยลดาถึงกับอ้าปากค้างเพราะหรูหราหาที่เปรียบไม่ได้ เธอเองก็มีเรือนหลังใหญ่แต่เทียบกับที่นี่ไม่ได้เลย
“วันธรรมดาก็ไม่ได้ใช้ห้องนี้หรอกลูก ปกติใช้ห้องด้านหลังมีแค่หกที่นั่งแต่วันนี้วันพิเศษต้อนรับคนสำคัญพ่อเลยให้จัดห้องนี้”
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” กำพลพาเด็กสาวไปส่งที่เก้าอี้ถัดจากหัวโต๊ะแล้วมาเชิญพิมลไปนั่งข้างลูกสาว
“พลอยอยากลองชิมไหมครับ”
“มังคุดใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ ไม่รู้ว่าพลอยเคยกินมาก่อนรึเปล่า แกงเขียวหวานมังคุด”
“ไม่เคยค่ะแต่ต้องอร่อยแน่ๆ เลย”
“เป็นยังไงครับ”
“อร่อยค่ะ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะอร่อยขนาดนี้ เสียดายจังที่มารู้จักของดีเอาป่านนี้ คุณแม่ลองชิมรึยังคะ”
“ลองแล้วจ้ะ อร่อยจริงๆ สงสัยต้องมาขอวิชาจากที่นี่บ้าง จานนี้ใช่ยำใหญ่รึเปล่าคะคุณกำพล”
“ใช่ครับคุณพิมล พอจะถูกปากไหมครับ คนครัวเราทำกันสุดฝีมือเลย”
“ถูกปากทุกอย่างเลยค่ะ จริงไหมคะพี่อ่ำ กินเงียบเชียว”
“อร่อยครับปากไม่ว่างคุยเลย ต้องขอโทษด้วย”
“ไหนๆ ก็ได้หน้าแล้ว ขอแนะนำแม่ครัวมือหนึ่งของบ้านเราเลยแล้วกัน ยายชื่นครับ” กำพลแนะนำแม่ครัวที่อยู่คู่คฤหาสน์มานานหลายปี
“ขอบคุณมากนะคะยายชื่นที่ทำอาหารแสนอร่อยให้พวกเรากิน” พิมลบอกหญิงสูงวัยที่ยืนยิ้มอยู่ด้านหลังโต๊ะอาหาร
“และที่ขาดไม่ได้ก็คือลูกมือคนสำคัญ ประนอมกับประณีตครับ” กำพลแนะนำอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างชื่น
“ขอบคุณมากนะ วันหน้าฉันคงได้มารบกวนขอวิชา ฝากตัวด้วยนะจ๊ะ” พลอยลดาดีใจมากที่ได้เจอคนรุ่นเดียวกันเพราะทั้งบ้านเจอแต่คนอายุมากกว่า เมื่อมาอยู่ที่นี่หน้าที่ของเธอก็คือเป็นแม่เรือนคอยดูแลสามีหากได้มีเพื่อนคุยบ้างคงจะคลายเหงาลง
“มิบังอาจค่ะ” ประณีตรีบพูดเพราะเจ้านายสบตากับเธอโดยตรง
“แปลว่าอะไรเหรอคะคุณแม่” พลอยลดากระซิบถามมารดา
“เขาคิดว่าตัวเองเป็นคนครัวส่วนหนูเป็นเจ้านาย จึงไม่กล้าสอนหรือแนะนำสิ่งต่างๆ จ้ะ”
“ไม่เป็นไรนะประณีต เธอกับฉันน่าจะอายุเท่าๆ กัน ถ้าไม่รบกวนเกินไป ฉันต้องให้ประณีตสอนหลายอย่างเลย”
“ได้ค่ะคุณผู้หญิง” ประนอมผู้เป็นพี่ออกเสียงแทนเพราะน้องสาวตัวแข็งจนอ้าปากไม่ขึ้น
ปกติถ้ารับประทานอาหารที่ห้องเล็กจะมีแค่ยายชื่นคอยดูแลความเรียบร้อยแต่วันนี้เป็นงานใหญ่และใช้ห้องพิเศษ ยายชื่นจึงให้ลูกมือวัยสาวเดินเหินคล่องแคล่วมาช่วยงาน
“เรียนฉันว่าพลอยก็พอจ้ะ”
“ได้ค่ะคุณพลอย”
“ไม่มีอะไรแล้วเราให้พวกเขาไปพักดีไหมครับคุณพ่อ ถ้าจะตักข้าวเติมน้ำผมจัดการให้เอง”
“ยายชื่นครับ พากันไปพักผ่อนเถอะเหนื่อยกันมานานแล้ว บ่ายๆ เย็นๆ ค่อยมาเก็บก็ได้ครับ”
ทั้งสามเดินออกไปอย่างเงียบเชียบแล้วพิมลก็ชมฝีมือทำอาหารอีกยกใหญ่
“สองคนนั้นเป็นแม่ลูกกันเหรอคะคุณพ่อ” พลอยลดาถามกำพล
“เปล่าจ้ะ ประนอมเป็นพี่สาวส่วนประณีตเป็นลูกหลงอายุห่างกับพี่สิบสองปี ใครๆ ก็คิดว่าประณีตเป็นลูกสาวทั้งนั้น”
“ดีจริงเชียวที่รู้ก่อน ไม่อย่างนั้นหนูขายขี้หน้าแน่ๆ ถ้าไปทักว่าเป็นแม่ลูกกัน”
หลังจากรับประทานอาหารเจ้าบ้านก็พาออกไปเดินเล่นด้านนอกเพื่อชื่นชมไม้ดอกนานาพรรณ กำพลอยากให้ครอบครัวอีกฝ่ายได้เห็นความเป็นอยู่ของที่นี่เพื่อช่วยในการตัดสินใจเรื่องการร่วมหอ
แม้มันจะโอ่โถงแต่ถ้าหากผู้อยู่ไม่สุขใจก็ไร้ประโยชน์ ดั่งคำที่ว่าคับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก
“เชิญจ้ะ ตามสบายนะ” กอบสุขบอกด้วยเสียงสั่นๆ เพราะดำรงไม่ได้มาคนเดียวแต่พาเพื่อนมาอีกสองคน “คุณกอบจำเรื่องที่เคยบอกผมได้ไหมครับ” ดำรงถาม “จำได้จ้ะ เรื่องนั้นใช่ไหม” “คุณกอบต้องพูดให้ชัดเจนนะครับ กระซิบบอกผมคนเดียวก็ได้เพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นเพียงทางเดียวเท่านั้นคือคุณกอบยินยอม” “ฉันอยาก xxx” กอบสุขสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วเชิดหน้าบอกอย่างมั่นใจ เธอต้องการมันและไม่ใช่เรื่องผิดบาปใดๆ ที่ผู้หญิงอยากทำแบบนี้ หากมันไม่เดือดร้อนใคร ทำไมจะทำไม่ได้ เพื่อนๆ ของดำรงไม่รีรอเมื่อคนชวนมาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
♡ แรกๆ ก็เอ็นดู หลังๆ ก็อยากให้ดูเอ็น ♡ บางส่วนจากนิยาย: กิตตินอนมองเอมิลี่แต่งตัวอย่างเพลิดเพลินแล้วความคิดซุกซนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่อยากให้เธอใส่เสื้อผ้าเลยให้ตายสิ อยากถอดเสื้อจัง อยากถอดกางเกงด้วย ชุดชั้นในก็ไม่ต้องใส่หรอกบดบังของสวยๆ ทำไม “แล้วพี่โก้ไม่แต่งตัวเหรอคะ” “แต่ง … แต่งครับ รอเดี๋ยวเดียวนะ” กิตติต้องหยุดความคิดฟุ้งซ่านลงก่อน “พี่โก้ไม่อยากไปใช่ไหมคะ” เอมิลี่เดินกลับไปหาคนที่ยังไม่ลงจากเตียง “อยากครับ ไปสิไปกันเลย พี่แต่งตัวอึดใจเดียวก็เสร็จแล้ว” “ไม่จริงหรอกค่ะ ทำอยู่ตั้งนานกว่าพี่โก้จะเสร็จ” คำเตือน: มีการสูญเสีย มีเหตุการณ์สะเทือนใจ
ความรักที่ซ่อนเร้นของสาวน้อยเริ่มต้นในวันที่ทั้งสองได้พบกันในการพบกันที่ถูกวางแผนมาอย่างยาวนาน ทว่าเด็กสาวที่ครอบครัวรับมาเลี้ยงกลับแย่งชิงครอบครัวและเด็กหนุ่มไปโดยไม่รู้สึกเกรงกลัว เมื่อโตขึ้น เธอใช้โอกาสการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์เพื่อแย่งชิงตำแหน่งภรรยาของชายคนนั้น ไม่ยอมถอยแม้แต่นิดเดียว ฟู่เป่ยชวนกอดพี่สาวของเธอไว้ในอ้อมแขน ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “เธอทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียน” ซูชิงเฉินรู้สึกปวดท้องเหมือนมีบางอย่างในร่างกายของเธอค่อยๆ เลือนหายไป เธอยิ้มเล็กน้อย น้ำเสียงแน่วแน่ “แน่นอน ฉันจะไม่มีวันปล่อยมือ ถึงจะต้องตายก็ตาม” ไม่นานนัก ซูชิงเฉินก็เหมือนจะหายไปจริงๆ จากนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ในยามค่ำคืน ฟู่เป่ยชวนมักจะได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับเขาว่า “ถ้าฉันไม่เคยรักเธอเลยก็คงจะดี” ห้าปีต่อมา ซูชิงเฉินกลับมาพร้อมกับเด็กคนหนึ่ง กลับมาในสายตาของคนทั่วไปอีกครั้ง ...
ข้อความหนึ่ง ด้านล่างที่รูปถ่ายห้ารูปแนบมาด้วย เสื้อชั้นในที่เกี่ยวกัน มือสองข้างที่ประสานกันแน่น ผ้าปูที่นอนที่ถูกกำจนยับเผละ เงาสะท้อนเลือนลางในห้องน้ำ... นี่ไม่ใช่การท้าทายครั้งแรกที่ลู่เหยาได้รับ มือใหญ่ที่จับข้อมือของผู้หญิงคนอื่นนั้นแทบจะฝังลงไปในเนื้อ แวบแรกเธอก็จำได้ทันทีว่าเป็นมือของซ่งจินเหนียน แฟนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เธอมองวันที่ในภาพ ตรงกับวันครบรอบความรักสามปีของพวกเขาพอดี วันนั้นลู่เหยาได้รับโทรศัพท์ฉุกเฉินจากโรงพยาบาล ได้รับแจ้งว่าซ่งจินเหนียนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอตกใจจนไม่รู้จะทำยังไงดี ฝ่าไฟแดงติดต่อกันสามครั้งเพื่อรีบไปถึงโรงพยาบาล แต่กลับเห็นซ่งจินเหนียนกำลังอุ้มซูว่านอี้เลขาของเขาที่เลือดอาบตัววิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ไม่มีคำอธิบายใด ๆ หลังจากขาดการติดต่อไปเก้าวัน ในที่สุดเขาก็ปรากฏตัวขึ้น และข้างกายก็มีผู้หญิงเพิ่มมาอีกคน ได้ยินว่าเธอได้รับบาดเจ็บหนักและความจำเสื่อมเพื่อช่วยซ่งจินเหนียน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความรู้สึกต้องการพึ่งพาซ่งจินเหนียนเป็นอย่างมาก ซ่งจินเหนียนรู้สึกผิด จึงตอบแทนบุญคุณ ก็ดูแลเธออย่างอ่อนโยน และอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา เธอหัวเราะเยาะเบา ๆ แล้วออกจากหน้าต่างสนทนา สุดท้ายก็ตอบกลับข้อความที่ส่งมาเร่งเร้ามานานของคุณแม่ : [หนูยอมรับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ค่ะ] แต่ก่อนจะจากไป ลู่เหยาจะเตรียมของขวัญสามชิ้นใหญ่ไว้ให้เขา
หยุนซีแต่งงานกับกู้ซือเฉิน คุณชายที่สูญเสียสิทธิ์ที่เป็นผู้สืบทอดตระกูลแทนน้องสาว ตอนแรก พวกเขาเพียงแค่ว่าที่สามีภรรยาในนามเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องราวของหยุนซีถูกค่อย ๆ ถูกเปิดเผยออกมา สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตาม ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นคนธรรมดาอย่างที่คิดเลย ใครจะไปคิดว่าเธอเป็นทั้งแฮ็กเกอร์มืออาชีพ นักประพันธ์เพลงลึกลับ และทายาทคนเดียวของนักแกะสลักที่มีชื่อเสียงระดับชาติ.... มีทั้งนักร้องชื่อดัง นักแสดงที่เคยได้รับรังวัลมากมายและผู้สืบทอดของตระกูลที่ร่ำรวยมาตามจีบว่าที่ภรรยาของเขา กู้ซือเฉินควรทำอย่างไรดี?
น้องสาวข้างบ้านสุดเผ็ดร้อนกำลังยืนเปลื้องผ้าอยู่ปลายเตียงนอนในห้องของเขา มีหรือเขาจะไม่รีบดึงเธอมาร่วมเตียง แม้ใจจะไม่คิดเอาน้องสาวเพื่อนแต่เธอร้อนแรงจนความเป็นชายแข็งขื่อเพียงเธอสัมผัสโดนตัวเขา!
ในสายตาของเขา เธอเป็นคนขี้โกหก ในสายตาของเธอ เขาเป็นคนไร้หัวใจ เดิมทีถังหว่านคิดว่าเธอคือคนพิเศษหลังจากอยู่กับเสิ่นติงหลานมาสองปี แต่สุดท้ายก็พบว่าตัวเองเป็นแค่ของเล่นที่สามารถทิ้งได้อย่างตามใจเมื่อไม่มีค่าอีกต่อไป จนกระทั่งถังหว่านเห็นว่าเสิ่นติงหลานพาคนรักของเขาไปตรวจครรภ์ เธอจึงยอมแพ้แล้ว เธอหยุดติดตามเขาอีก แต่จู่ๆ เขากลับไม่ยอมปล่อยเธอไป "ถ้าคุณไม่เชื่อฉัน ทำไมคุณไม่ปล่อยฉันไปล่ะ?" ชายผู้เคยหยิ่งยะโสขนาดนั้น ตอนนี้ก้มหัวลงและขอร้องว่า "หวานหว่าน ฉันผิดไปแล้ว โปรดอย่าทิ้งฉันไป"
ในวันแต่งงาน เจ้าบ่าวของเฉียวซิงเฉินหนีไปกับผู้หญิงอีกคน เธอโกรธมาก จึงสุ่มหาชายคนหนึ่งมาแต่งงานด้วยทันที "ตราบใดที่คุณกล้าแต่งงานกับฉัน ฉันก็ยอมเป็นเมียคุณ" หลังจากแต่งงาน เธอได้ค้นพบว่าสามีของเธอคือลูกชายคนโตของตระกูลลู่ที่ขึ้นชื่อว่าไร้ประโยชน์ ชื่อลู่ถิงเซียว ทุกคนเยาะเย้ยว่า "เธอยนี่ช่วยไม่ได้จริงๆ" และผู้ชายที่ทรยศเธอก็มาเกลี้ยกล่อมว่า "ไม่เห็นต้องทำร้ายตัวเองเพราะฉันหรอก สักวันเธอต้องเสียใจแน่ๆ" เฉียวซิงเฉินหัวเราะเยาะและโต้ตอบว่า "ไปให้พ้น ฉันกับสามีรักกันมาก" ทุกคนต่าก็คิดว่าเธอเป็นบ้า ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อตัวตนที่แท้จริงของลู่ถิงเซียวถูกเปิดเผย ที่แท้เขาเป็นคนรวยอันดับต้นๆในโลก ในการถ่ายทอดสดทั่วโลก ชายคนนี้คุกเข่าข้างเดียว ถือแหวนเพชรมูลค่าหลักพันล้าน และพูดช้าๆ ว่า "คุณภรรยา ชีวิตที่เหลือนี้ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ"
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY