เมื่อภัทราได้ทะลุมิติเข้าไปอยู่ในร่างของเจียงอันเล่อ ตัวละครในนิยายเรื่อง "ชะตารักพันธนาการ" ภารกิจปกป้องหานอี้หลง พระรองของเรื่องแต่เป็นชายในดวงใจของเธอก็เริ่มต้นขึ้น
เมื่อภัทราได้ทะลุมิติเข้าไปอยู่ในร่างของเจียงอันเล่อ ตัวละครในนิยายเรื่อง "ชะตารักพันธนาการ" ภารกิจปกป้องหานอี้หลง พระรองของเรื่องแต่เป็นชายในดวงใจของเธอก็เริ่มต้นขึ้น
บทที่ 1 ติ่งพระรอง
ภัทราเดินปึงปังเข้ามาในห้องนั่งเล่นของตัวเอง พลางโยนแท็บเล็ตลงบนโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง “ปัง!” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือเท้าสะเอว สายตาจับจ้องไปยังแท็บเล็ตที่ยังคงเปิดค้างอยู่ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความขัดข้องใจ
หน้าจอแสดงภาพหน้านิยายเรื่อง “ชะตารักพันธนาการ” ที่ภัทราเพิ่งอ่านจบไปสดๆ ร้อนๆ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ คิ้วขมวดแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ดวงตาเปล่งประกายความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน ความรู้สึกโกรธเคืองแทนหานอี้หลงยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในอก ตัวละครพระรองที่เธอตกหลุมรักดั่งชายในดวงใจกลับต้องเผชิญชะตากรรมที่แสนเศร้าสลด เขามอบทั้งชีวิตและจิตใจให้กับนางเอกของเรื่อง “หยางชิวเหยา” แต่สุดท้ายกลับถูกทอดทิ้ง และถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายในสายตาของทุกคนอย่างไม่เป็นธรรม เพียงเพราะว่านักเขียนแต่งให้หานอี้หลงเป็นเพียงพระรองของเรื่องเท่านั้น
“ทำไมถึงทำแบบนี้กับหานอี้หลง...หานอี้หลงออกจะดีขนาดนั้น…ทำไมถึงจบแบบนี้ไปได้...นักเขียนใจร้ายมากเลย” ภัทรายังคงบ่นอุบออกมาเบาๆ แต่ด้วยความอินจัด น้ำเสียงของเธอแฝงความไม่พอใจอยู่มากคล้ายกับว่าเธอเองเป็นคนที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับตัวละครก็ไม่ปาน
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นมาจากมุมห้องนั่งเล่น เอริน เพื่อนสนิทของภัทราที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล ส่ายหัวเบาๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทอย่างนึกขบขันในความอินจัดของเพื่อนสนิท “ภัทรา...แกนี่มันอินมากเกินไปแล้ว มันก็แค่นิยายหรือเปล่าวะ หานอี้หลงเป็นพระรองจะสมหวังกับนางเอกได้ยังไง แกเลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นประสาทไปเสียก่อน”
ภัทราหันขวับไปหาเพื่อน พลางยืดตัวตรง สองมือกอดอก “เอริน...แกจะไปเข้าใจอะไรกัน นักเขียนใจร้ายกับหานอี้หลงมากเกินไปแล้ว เขาทั้งแสนดี ทั้งอบอุ่น ขนาดโดนหยางชิวเหยาทำถึงขนาดนี้ก็ยังรักนางจนลมหายใจสุดท้าย มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย หานอี้หลงควรได้มีความสุขบ้างสิ”
เอรินยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “โอ๊ย...ภัทรา...ผู้ชายที่ดีขนาดแกว่าก็มีแต่ในนิยายที่แกกำลังเพ้ออยู่นี่แหละ”
“แต่หานอี้หลงนี่สเปคฉันเลยนะ นี่ถ้าฉันเป็นหยางชิวเหยานะ...ฉันจะหอมซ้ายหอมขวาทั้งวัน ไม่มีสายตาไว้มองใครเลย...ให้ตายเถอะ”
“จ้า...พ่อพระรองแสนดี...ดีแล้วจับมาทำสามีได้หรือเปล่า ฉันว่าขืนแกยังฟุ้งซ่านและเพ้อเจ้ออยู่กับนิยายแบบนี้ สงสัยชาตินี้แกคงได้ขึ้นคานแน่ๆ”
“เชอะ...ไม่เห็นจะสนใจเลย ถ้าฉันไม่เจอผู้ชายแบบหานอี้หลง ฉันยอมขึ้นคานดีกว่า”
“เออ เออ ฉันไม่เถียงกับแกแล้ว แกก็เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ฉันกับพวกน้ำฝนจะไปเที่ยวคืนนี้ สนใจไปด้วยกันไหม”
ภัทราส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่เอา ฉันไม่มีอารมณ์ แกไปกันเองเถอะ”
เอรินส่ายหน้าอีกครั้งเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้น หยิบกระเป๋าถือและเสื้อคลุมตัวบางที่แขวนไว้บนเก้าอี้ “ตามใจแกแล้วกัน เชิญแกอยู่กับพระรองในจินตนาการของแกต่อไป ส่วนฉันจะไปหาพระเอกในชีวิตจริง แล้วอย่ามาบ่นเสียดายทีหลังแล้วกัน”
ภัทรามุ่ยหน้าค้อนใส่เอรินอีกครั้ง ก่อนจะหันไปจ้องมองหน้าจอแท็บเล็ตเช่นเดิม
เอรินได้แต่กลอกตาและส่ายหน้าอีกครั้ง “แล้วถ้าจะอินขนาดนี้ อย่ามานอนบ่นในกลุ่มแชทตอนดึกนะ พวกเราจะสมน้ำหน้าให้ คอยดู” พูดจบเอรินก็ลุกออกจากห้องไป ปล่อยทิ้งให้ภัทราอยู่ภายในห้องตามลำพังคนเดียว
ภัทราทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม สายตายังคงจับจ้องไปที่แท็บเล็ตหน้าจอที่ยังเปิดนิยายค้างไว้อยู่ ในใจของเธอยังเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวังและความค้างคาใจอย่างไม่จางหาย หานอี้หลง…ชายหนุ่มที่เธอรู้สึกว่าเขาควรได้รับความสุขมากกว่านี้ แต่เขากลับมีชะตากรรมที่น่าสงสารอย่างที่สุด ภัทราหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเลื่อนดูนิยายอีกครั้งไปมาอย่างเลื่อนลอย
ไม่นานนักความเมื่อยล้าจากอารมณ์ที่พลุ่งพล่านและความเครียดสะสมในระหว่างวันก็เริ่มเข้าครอบงำเธอ ดวงตาของภัทราเริ่มปรือต่ำ ก่อนจะปิดลงอย่างช้าๆ แท็บเล็ตหลุดร่วงจากมือของเธอและตกลงบนหมอนด้านข้าง เสียงลมหายใจที่ค่อยๆ สม่ำเสมอบ่งบอกว่าเธอได้หลับลงไปเรียบร้อยแล้ว
ในความฝัน ภัทรารู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย พื้นหินอ่อนเย็นเฉียบใต้ฝ่าเท้าให้ความรู้สึกหนาวเหน็บและเย็นเยือกเข้ามาภายในหัวใจ ภัทรากวาดสายตามองไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้ สวนกว้างใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้หลากชนิดชวนให้ดูงดงาม แต่ทว่ากลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและเงียบงันจนน่าใจหาย
“ที่นี่คือที่ไหน…” ภัทราพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอก้องสะท้อนในความว่างเปล่า
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากที่ไกลๆ ภัทราหันไปเพ่งมองอย่างจริงจัง และในความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาช้าๆ เขาสวมชุดยาวสีขาวลวดลายปักเลื่อมทองที่ดูสง่างาม ใบหน้าคมคายที่เหมือนหลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ ดวงตาเฉียบคมของเขามองมาที่เธออย่างไม่ละสายตา
ภัทรายืนนิ่งตกตะลึงกับภาพที่เห็น ชายคนนี้…หานอี้หลง ตัวละครที่เธอหลงใหลในนิยาย แต่บัดนี้เขากลับยืนอยู่ตรงหน้าเธอจริงๆ
“คุณ… หานอี้หลง… ใช่ไหม” ภัทราถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือระคนตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
ชายคนดังกล่าวมิได้ตอบสิ่งใด เขาเพียงยกยิ้มขึ้นมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นที่มุมปาก
หัวใจของภัทราเต้นรัวด้วยความตกใจและสับสน เธอไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความฝันหรือความจริง แต่แววตาของหานอี้หลงที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยน
ภัทราพยายามเอื้อมมือออกไปเพื่อคว้าชายหนุ่มตรงหน้าเอาไว้ แต่แล้วเมื่อมือใกล้จะสัมผัสชายหนุ่มตรงหน้า หมอกควันขาวก็เข้าปกคลุมแทนที่ด้วยความว่างเปล่า ภัทรารีบหันซ้ายหันขวาพยายามตามหาชายหนุ่มคนดังกล่าวอีกครั้ง
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง และไฟฟ้าช็อตวาบจนห้องมืดสนิทไปชั่วขณะ ก่อนที่ร่างของภัทราจะถูกดูดเข้าไปในบางสิ่งบางอย่างราวกับแรงดึงดูดมหาศาลจนกระทั่งหายวับไปในพริบตา
เมื่อธีร์หลงรักวินเพื่อนสนิทของเขามานานนับปี จนวันหนึ่งเขาได้มีโอกาสครอบครองวินสมใจ แล้วคนเช่นเขาจะยอมให้ใครกล้ายุ่งกับคนของเขาได้อีกเล่า
เผิงฟู่หลิน บุตรสาวราชครูเผิงผู้ยิ่งใหญ่ นางทั้งรูปงาม ทั้งเพียบพร้อมด้วยความสามารถ แต่ผู้คนกลับตราหน้าว่านางเป็นคุณหนูใจโฉด ทั้งร้ายกาจ ทั้งเอาแต่ใจ ในเมื่อนางรักมั่นทั้งหัวใจ แต่กลับได้รับเพียงความว่างเปล่า เช่นนั้นนางจะหันหลังให้บุรุษทุกคน....
ซ่งจิ่งถังรักฮั่วอวิ๋นเซินอย่างลึกซึ้งนานถึงสิบห้าปี แต่ในวันที่เธอคลอดลูกกลับตกอยู่ในอาการโคม่า ขณะที่ฮั่วอวิ๋นเซินกระซิบข้างหูเธออย่างอ่อนโยนว่า "ถังถัง อย่าฟื้นขึ้นมาอีกเลย สำหรับฉัน เธอไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว" ซ่งจิ่งถังเคยคิดว่าสามีของเธอเป็นคนอ่อนโยนและรักใคร่ตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเขามีแต่ความเกลียดชังและใช้ประโยชน์จากเธอเท่านั้น และลูกๆ ที่เธอเสี่ยงชีวิตให้กำเนิด กลับเรียกหญิงสาวคนอื่นว่า 'แม่' ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนต่อหน้าที่เตียงคนไข้ของเธอ เมื่อซ่งจิ่งถังฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอทำคือการตัดสินใจหย่าขาดอย่างเด็ดขาด! แต่หลังจากหย่าแล้ว ฮั่วอวิ๋นเซินจึงเริ่มตระหนักว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเต็มไปด้วยเงาของซ่งจิ่งถัง หญิงคนนี้กลายเป็นความเคยชินของเขา เมื่อพบกันอีกครั้ง ซ่งจิ่งถังปรากฏตัวในที่ประชุมในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เธอเปล่งประกายจนทุกคนต้องหันมามอง หญิงคนนี้ที่เคยมีแต่เขาในใจ บัดนี้กลับไม่แม้แต่จะมองเขาอีก ฮั่วอวิ๋นเซินคิดว่าเธอแค่ยังโกรธอยู่ ถ้าเขาเอ่ยปากพูดนิดหน่อย ซ่งจิ่งถังจะต้องกลับไปหาเขาแน่นอน เพราะเธอรักเขาหมดหัวใจ แต่ต่อมา ในงานหมั้นของผู้นำคนใหม่ของตระกูลเพ่ย เขาเห็นซ่งจิ่งถังสวมชุดแต่งงานหรูหรา ยิ้มอย่างเปี่ยมสุขและกอดแน่นเพ่ยตู้พร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ ฮั่วอวิ๋นเซินอิจฉาจนแทบคลั่ง เขาตาแดงก่ำและบีบแก้วจนแตก เลือดไหลไม่หยุด...
เสิ่นหยวูแต่งงานกับเหอซวี่ที่เป็นสูติแพทย์ตอนอายุยี่สิบสี่ปี สองปีต่อมา เมื่อเธอตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนแล้ว เหอซวี่ก็วางแผนแท้งลูกเธอด้วยมือตัวเอง และหย่าร้างกับเธอ ระหว่างช่วงเวลาที่มืดมนเหล่านี้ ตู้หยวุนปรากฏตัวเข้าในชีวิตของเสิ่นหยวู เขาทำดีต่อเธออย่างอ่อนโยน และให้ความอบอุ่นแก่เธออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ทำให้เธอต้องเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน สุดท้าย เสิ่นหยวูจึงเข้มแข็งขึ้นหลังผ่านพ้นไปกับทุกอย่างแล้ว แต่เมื่อความจริงก็ถูกเปิดเผยในที่สุด เธอจะยอมรับและอดทนได้ไหม? อยู่เบื้องหลังตู้หยวุนผู้ที่หล่อเหลาดูมีเสน่ห์นั้นเป็นใคร?และเมื่อพบคำตอบแล้ว เสิ่นหยวูจะรับมือยังไง ?
จือหลินเธอเป็นเด็กกำพร้า ที่ถูกมารดาทอดทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันแรกที่ลืมตามาดูโลก ต่อมาทางโรงพยาบาลจึงส่งตัวเธอให้กับสถานสงเคราะห์ พออายุได้สามปี ก็มีองค์กรหนึ่งมารับเลี้ยงตัวเธอ แต่พวกเขาเลี้ยงเธอและเด็กคนอื่นๆ ไว้เพื่อเป็นหนูทดลองเท่านั้น ครั้งแรกที่ถูกนำตัวมา ต่างก็โดนจับฉีดยาเข้าสู่ร่างกาย เพื่อหาเด็กที่เลือดต้านเชื้อที่ฉีดเข้าไปได้เท่านั้น หากร่างกายทนรับไม่ไว้สิ่งที่ทางองค์กรมอบให้คือความตาย จือหลินอาจเป็นเพราะเลือดของเธอพิเศษกว่าเด็กคนอื่น ไม่ว่าฉีดยาตัวไหนเข้าสู่ร่างกายเธอก็ทนรับได้ทั้งนั้น นับจากนั้นมาเธอจึงถูกเลี้ยงดูจากองค์กรมาอย่างดี เรื่องการศึกษาเธอก็สามารถเรียนรู้ทุกสิ่งได้อย่างเต็มที่ แต่เพราะความฉลาดของเธอจึงถูกส่งให้เรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์และเรียนแพทย์ควบคู่ไปด้วย เมื่อเรียนจบมาแล้ว จือหลินยังคงทำการให้องค์กรเช่นเดิม แม้จะไม่ได้เป็นนักฆ่าเช่นเพื่อนคนอื่นที่มาพร้อมกัน แต่เธอก็ต้องฝึกไม่ต่างจากพวกเขา ยิ่งเมื่อต้องนำเด็กเข้ามาเป็นหนูทดลองเช่นเดียวกับเธอในตอนเล็ก ต่อให้ไม่อยากทำก็ต้องทำ หากฝ่าฝืนไม่ทำการชิปที่ถูกฝังอยู่ในตัวจะถูกกระตุ้นให้ได้รับความทรมานทันที นานวันเข้า ความดำมืดก็ก่อเกิดในใจ ไม่ว่าจะฉีดยาให้เด็กร้ายแรงเพียงใดจือหลินก็เลิกรู้สึกผิดไปเสียแล้ว เพราะการทำงานของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้ทางองค์กรยกย่องและมักจะให้สิ่งดีๆ กับเธอเสมอ เมื่อมีชิปตัวหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฝังมิติอีกห้วงหนึ่งไว้ภายในร่างกาย จือหลินนางก็ได้รับเลือกให้ทดลองใช้สิ่งนี้ด้วยเช่นกัน จือหลินถูกฝังชิปมิติเข้าที่แกนสมองของเธอ ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้เธอแทบสิ้นสติ เมื่อชิปถูกฝังลงไปแล้ว เพียงไม่นานก็มีเสียงจากระบบให้เธอยืนยันตัวตน ก่อนที่จะปรากฏภาพต่างๆ ภายในหัวของเธอ ของจากภายนอกล้วนแต่ถูกส่งเข้าไปเก็บไว้ด้านในได้ทั้งสิ้น หากเป็นเนื้อสด ผักผลไม้ ยังคงความสดอยู่เช่นเดิมแม้จะเก็บไว้นานมากเพียงใด ห้วงมิติของจือหลินเหมือนเป็นห้องสูทในคอนโดของเธอเองที่มีทุกอย่างพร้อมใช้อยู่ภายใน แม้แต่ห้องทดลอง ห้องทำงานของเธอก็ปรากฏอยู่ในนั้นเช่นกัน นับจากนั้นจือหลินจึงซื้อของเขาเก็บภายในมิติของเธอเป็นจำนวนมาก ตัวเธอเพียงผู้เดียวที่สามารถเข้าออกในห้วงมิติได้ วันเวลาผ่านไปจนจือหลินล่วงเข้าวัยสามสิบปี เธอสามารถผลิตยาที่ทำให้ทั่วโลกจับตามองออกมาได้ ยายื้อชีวิตจากความตาย แต่การทดลองของเธอที่ผ่านมาต้องใช้คนจำนวนมากในการเข้าทดลอง จือหลินสามารถยื้อชีวิตของชายชราที่กำลังจะหมดลมหายใจให้กลับมามีชีวิตปกติได้ เมื่อเธอกักตัวเขาไว้ได้หกเดือนเห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่ผิดปกติจึงคิดจะปล่อยเขาออกไปใช้ชีวิตเช่นเดิม แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อชายชราที่กำลังจะเดินออกจากห้องทดลองล้มลงต่อหน้าทุกคนที่เข้าร่วมชื่นชมผลงานของเธอ จือหลินรีบเข้าไปตรวจดูความผิดปกติทันที ก็พบว่าเขาหยุดหายใจเสียแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงต้องพาชายชราคนนั้นกลับเข้าไปในห้องทดลองเพื่อหาสาเหตุ ผ่านไปเพียงสองครึ่งชั่วโมงเขากลับลืมตาขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แววตาที่มองมาทางทุกคนได้เปลี่ยนไป ในดวงตาของชายชราผู้นั้นมีเพียงตาขาวไม่มีตาดำเช่นคนมีชีวิต “เกิดเรื่องอะไรขึ้น” ผู้อำนวยการองค์กรเดินเข้ามาหาจือหลินแล้วเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนก เพราะนักข่าวที่ข่าวเชิญมายังอยู่ที่ด้านนอกเพื่อรอฟังคำตอบ “ขอดิฉันตรวจสอบก่อนค่ะ” จือหลินกุมหน้าผากอย่างมึนงง เธอก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร คนทั้งหมดยืนมองชายชราที่เดินท่าทางประหลาดอยู่ในห้องทดลอง ในตอนนี้เขาเริ่มหยิบสิ่งของทำร้ายตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปในห้องทดลองเพื่อห้ามไม่ให้เขาทำร้ายตัวเอง ชายชราเมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาก็พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว และเริ่มกัดกินเนื้อตัวของเขาอย่างโหดร้าย คนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต่างยกมือขึ้นปิดปากอย่างตกใจ เพราะกลัวข่าวเรื่องนี้จะรั่วไหล ผู้อำนวยการสั่งให้คนไปแจ้งนักข่าวให้กลับไปก่อน ทางองค์กรจะแถลงการณ์เรื่องนี้ในภายหลัง เจ้าหน้าที่ที่ถูกทำร้ายล้มลงเสียชีวิตไม่นานก็มีสภาพไม่ต่างจากชายชราคนนั้น เสียงวุ่นวายไม่ได้จบลงที่ห้องทดลองของจือหลินเพียงแห่งเดียว เพราะห้องทดลองอื่นก็ล้วนพบเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ต่างกัน ผู้อำนวยการจำต้องส่งสัญญาณเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่ออกจากตึกทดลองให้เร็วที่สุด จือหลินไม่รู้ว่ายาของนางจะสร้างผลเสียมากถึงเพียงนี้ เพราะเจ้าหน้าที่หลายคนล้วนจบชีวิตจนกลายเป็นซอมบี้ไปเสียแล้ว ตึกทดลองถูกปิดตาย เพื่อไม่ให้ซอมบี้ที่อยู่ด้านในออกมาสร้างความเสียหายภายนอกได้ “เรื่องนี้ดิฉันขอจัดการด้วยตนเองค่ะ” จือหลินเดินเข้าไปหาผู้อำนวยการที่ห้องทำงานของเขา เพื่อบอกสิ่งที่เธอคิดว่าอย่างดีแล้วในหลายวันที่ผ่านมา เมื่อเห็นว่าผู้อำนวยการไม่ห้ามในสิ่งที่เธอจะทำจือหลินจึงเดินไปที่หน้าตึกทดลองพร้อมระเบิดเวลาในมือ เธอคิดจะทำลายสิ่งของทุกอย่างที่เธอสร้างขึ้นมาลงด้วยมือของเธอเอง จือหลินเปิดประตูตึกทดลองแล้วรีบปิดลงทันที เธอเดินเข้าไปที่กลางตึกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะระหว่างทางเธอต้องคอยต่อสู้กับซอมบี้ที่จะเข้ามาทำร้ายเธอไปด้วย เสียงสัญญาณระเบิดดังขึ้น จือหลินหลับตาลง พร้อมทั้งถอนหายใจให้กับเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา เสียงระเบิดดังไปทั่วบริเวณพร้อมทั้งตึกทดลองที่ถล่มลงมาจนแทบไม่เหลือซาก “เจ็บชะมัด” จือหลินร้องครางออกมาเบาๆ แต่เมื่อรู้สึกตัวได้เธอก็รีบพยุงตัวขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วพร้อมมองไปรอบๆ อย่างไม่อยากเชื่อ เธอคิดว่าตายไปแล้วเสียอีก แต่ทำไมถึงได้มีความรู้สึกเจ็บได้ “นี้มันเรื่องบ้าอะไรอีกว่ะเนี่ย” จือหลินเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ รอบๆ ตัวเธอในตอนนี้เป็นป่าทึบ มือของเธอก็ไม่ใช่ของเธออย่างแน่นอนเพราะมีขนาดเล็กราวกับเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น ตอนที่เธอมึนงงสับสน เรื่องราวความทรงจำของเจ้าของร่างก็ไหลเข้าสู่หัวของเธอจนต้องลงไปนอนดิ้นกับพื้น
เสิ่นซือหนิงซ่อนตัวตนไว้ยอมทำทุกอย่างให้ แต่ความจริงใจของเธอกลับถูกสามีทำลายไปหมด และสิ่งที่เธอได้รับนั้นคือข้อตกลงการหย่า ด้วยความผิดหวังเธอจึงหันหลังจากไปและกลายเป็นตัวเองที่แท้จริงอีกครั้ง หลังจากได้เห็นความใกล้ชิดของสามีกับคนรักของเขา เธอก็จากไปด้วยความผิดหวัง จากนั้นเปิดเผยตัวตนที่เป็นนักปรุงน้ำหอมอัจฉริยะระดับนานาชาติ ผู้ก่อตั้งองค์กรข่าวกรองที่มีชื่อเสียง และผู้สืบทอดในโลกแฮ็กเกอร์ อดีตสามีของเธอเลยเสียใจมาก เมื่อเมิ่งซือเฉินรู้ว่าตัวเองทำผิด เขาก็เสียใจมาก หนิง ผมผิดไปแล้ว ให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะ ทว่าฮั่วจิ่งชวนขาพิการนั้นกลับลุกขึ้นยืนและจับมือกับเธอว่า "อยากคบกับเธอ นายยังไม่มีค่าพอ"
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเจียงว่านหนิงรักเย่เชินมานานหลายปี เธอที่มักจะว่านอนสอนง่ายและน่ารักเสมอ ได้สักลายเพื่อเขาและยอมทนอยู่ใต้อำนาจผู้อื่น เมื่อเธอถูกทุกคนใส่ร้ายจนโดนตำหนิ เขากลับนิ่งเฉยและยังถึงขั้นให้เธอคุกเข่าให้แฟนเก่าของเขาอีกด้วย เธอที่รู้สึกอับอาย ในที่สุดก็หมดหวัง หลังจากยกเลิกการหมั้น เธอก็หันไปแต่งงานกับทายาทพันล้านทันที คืนนั้นเอง ใบทะเบียนสมรสของทั้งคู่ก็กลายเป็นข่าวฮิตบนโลกออนไลน์ เย่เชินที่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกาจที่สุดก็เริ่มวิตกและพูดออกมาด้วยความโกรธว่า "อย่าเพ้อฝันไปเลย นายคิดว่าเธอรักนายจริงๆ งั้นเหรอ เธอแค่ต้องการใช้พลังอำนาจของตระกูลฟู่เพื่อแก้แค้นฉันเท่านั้นเอง" ฟู่จิงเซินจูบหญิงสาวในอ้อมกอดและตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจว่า "แล้วจะเป็นไรไปล่ะ ก็พอดีว่าฉันมีทั้งเงินและอำนาจนี่"
กลางวันอ่อนหวาน กลางคืนร้อนแรง นี่คือคำที่ลู่เยียนจือใช้เพื่อบรรยายถึงเธอ แต่หานเวยบอกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ไม่ถึงครึ่งปี ลู่เยียนจือกลับไม่ลังเลที่จะขอหย่ากับสือเนี่ยน “แค่ปลอบใจเธอไปก่อน ครึ่งปีข้างหน้าเราค่อยแต่งงานใหม่” เขาคิดว่าสือเนี่ยนจะรออยู่ที่เดิมตลอด แต่เธอได้ตาสว่างแล้ว น้ำตาแห้งสนิท หัวใจสือเนี่ยนก็แตกสลายไปแล้วด้วย การหย่าปลอมๆ สุดท้ายกลายเป็นจริง ทำแท้งลูก เริ่มต้นชีวิตใหม่ สือเนี่ยนจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก แต่ลู่เยียนจือกลับเสียสติ ต่อมา ได้ยินว่าคุณชายลู่ผู้มีอิทธิพลนั้นก็อยู่นิ่งๆ ต่อไปไม่ได้ ขับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ไล่ตามเธออย่างบ้าคลั่ง เพียงเพื่อขอให้เธอเหลือบมองเขาอีกครั้ง...
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY