รู้ว่าไม่อยู่ในสายตา แต่ก็ยังแอบรัก รู้ว่าไม่ควรรัก แต่ไม่อาจห้ามใจ
รู้ว่าไม่อยู่ในสายตา แต่ก็ยังแอบรัก รู้ว่าไม่ควรรัก แต่ไม่อาจห้ามใจ
บทที่1
ปานระพีก้าวลงจากรถแท็กซี่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านสวยเด่นอยู่ตรงหน้าด้วยความน้อยใจ เพราะถึงแม้เธอจะอาศัยอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เจ้าของบ้านกลับไม่เคยมีความรักความเอ็นดูให้เธอเลย ซึ่งมันช่างต่างกันลิบลับกับน้องสาวสองคนของเธอที่ผู้เป็นอาให้ความรักความเอ็นดูมากกว่าเห็นๆ
ถึงจะรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ และไม่มีส่วนเกี่ยวพันใดๆ กับคนที่มีศักดิ์เป็นอาอย่างเก้าเลย แต่ปานระพีก็อดโหยหาความรักจากเขาไม่ได้ พ่อกับแม่ขอเธอมาเลี้ยงจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่เธอยังเด็กเพราะทั้งสองเป็นคนมีลูกยาก นัยว่าขอมาเป็นลูกอิจฉาเพื่อให้ลูกแท้ๆ มาเกิด ตามความเชื่อของคนโบราณ ซึ่งมันก็ได้ผลจริงๆ เพราะหลังจากนั้นอีกสามปี พ่อกับแม่ก็มีลูกแท้ๆ ไล่ๆ กันสองคนคือปอไหมและปลายฝน ทว่านั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรักที่พ่อกับแม่มีให้เธอลดน้อยลงเลย ทั้งสองยังคงรักเธอดั่งลูกแท้ๆ ดังเดิม และทุกคนในบ้านก็ปฏิบัติเช่นกัน จะมีก็แต่เก้าคนเดียวที่แสดงออกชัดเจนมาตลอดว่าไม่เคยเห็นเธอเป็นหลาน เขาทำให้เธอรู้ซึ้งถึงคำว่าเลือดข้นกว่าน้ำ ซึ่งเธอคงไม่เป็นเด็กมีปัญหาในสายตาของเก้าแบบนี้ ถ้าหากว่าพ่อกับแม่ไม่จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ตั้งแต่เธอกับน้องๆ ยังเด็ก และหลังจากนั้นเก้าซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ เพียงคนเดียวของพ่อ ก็กลายมาเป็นผู้ปกครองของเธอกับน้องทั้งสองแทน
“คุณป่าน...”
เสียงของแม่บ้านวัยห้าสิบกว่าๆ ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ดังขึ้น ทำให้ปานระพีละสายตาจากตัวคฤหาสน์ หันไปมองคนที่เรียกตนซึ่งตอนนี้ยืนอยู่ใกล้ๆ เรียวปากอิ่มสีชมพูระเรื่อคลี่ยิ้มออกมา แล้วโน้มตัวลงให้อีกฝ่ายได้กอด
“ป้าแย้ม”
“โตเป็นสาวเต็มตัวแล้วทูนหัวของป้า ยิ่งโตก็ยิ่งสวย ถ้าคุณเก้ามาเจอคงจำไม่ได้แน่ๆ” ป้าแย้มพิศมองหญิงสาวตรงหน้า พลางยกมือขึ้นลูบแขนเรียวที่เนียนละเอียดด้วยผิวพรรณวัยสาวอย่างชื่นชม
“อาเก้าไม่สนใจป่านหรอกค่ะ ป่านก็แค่กาฝากในบ้าน ไม่อย่างนั้นอาเก้าจะขับไล่ไสส่งป่านให้ไปอยู่ไกลหูไกลตาเหรอคะ” ปานระพีพูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจแกมประชดประชัน เธอยังจำวันที่เธอออกไปจากบ้านหลังนี้เมื่อหกปีก่อนได้ดี เก้าส่งเธอไปเรียนต่อต่างประเทศหลังจากที่เธอกลั่นแกล้งคนรักของเขา ด้วยการแอบเอายาระบายใส่น้ำส้มให้กิน ทำเอาอุษณีย์ท้องเสียอย่างหนักจนถึงขั้นต้องให้น้ำเกลือ เธอยอมรับว่าเธอเล่นแรงเกินไป แต่ก็แค่อยากแกล้งเพราะหมั่นไส้ หลังจากวันนั้นเธอก็ไปขอโทษอุษณีย์ แต่เก้าไม่ยอมยกโทษให้ เขาส่งเธอไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และไม่ยอมติดต่อเธอเป็นการส่วนตัวใดๆ แค่ส่งเงินไปให้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แม้กระทั่งวันนี้ วันที่เธอจบการศึกษาระดับปริญญาโทและกลับมาจากต่างประเทศ เขาก็ยังไม่ไยดี
“โธ่...นี่ยังไม่หายงอนคุณเก้าอีกเหรอคะ”
“ป่านเปล่างอนนะคะป้าแย้ม ก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย ว่าแต่ทุกคนที่นี่สบายดีมั้ยคะ” ปานระพีเปลี่ยนเรื่องพูดแล้วทำสีหน้าร่าเริงเหมือนไม่ได้คิดอะไร เธอไม่มีสิทธิ์งอนเขาหรอก ในเมื่อเธอไม่ได้เป็นอะไรกับเขา ไม่ได้เป็น...และไม่มีวันจะได้เป็น...
“สบายดีทุกคนค่ะ คุณหนูปอกับคุณหนูปลายตอนนี้เรียนอยู่กรุงเทพฯ คุณหนูปออยู่ปีสี่ใกล้จบแล้ว ส่วนคุณหนูปลายอยู่ปีสามค่ะ”
“แล้วเอ่อ...อาเก้าแต่งงานหรือยังคะ” ว่าจะไม่ถามก็อดไม่ได้ ถามแล้วก็กลั้นใจฟังคำตอบ ทั้งที่ทำใจมาแล้วว่าป่านนี้เก้าอาจจะแต่งงานและมีลูกไปแล้ว ตลอดระยะเวลาหกปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยรู้ข่าวคราวของเขาเลย แม้ว่าจะติดต่อกับน้องสาวทั้งสองอยู่เป็นประจำ แต่ทั้งปอไหมและปลายฝนต่างก็ไม่มีใครพูดถึงเก้าให้เธอฟังเลย อาจเป็นเพราะทั้งสองคนรู้ดีว่าเธอกับเก้ามีเรื่องหมางใจกันอย่างรุนแรง ก่อนที่เธอจะถูกส่งไปเรียนต่างประเทศ
“ยังค่ะ”
คำตอบของป้าแย้มทำให้ปานระพีทั้งโล่งใจและสงสัยไปพร้อมๆ กัน คิ้วเรียวขมวดมุ่น ก่อนจะหลุดปากถามเรื่องที่ตัวเองอยากรู้ออกไปอีกทันที
“ทำไมล่ะคะป้าแย้ม เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ในเมื่ออาเก้ารักคุณอุษณีย์จะตาย ขนาดป่านแกล้งนิดเดียว อาเก้ายังโกรธป่านเป็นฟืนเป็นไฟ ถึงขนาดส่งป่านไปเรียนเมืองนอกทั้งที่ป่านไม่อยากไป”
“ป้าก็ไม่ทราบค่ะ แต่ตอนนี้คุณอุษณีย์แต่งงานไปแล้ว คงรอไม่ไหวเพราะคุณเก้าไม่ไปขอเสียที”
“แบบนี้คุณเก้าของป้าแย้มก็อกหักแย่ แต่คงไม่เจ็บหนักเท่าไหร่หรอก พอโสดปุ๊บขี้คร้านจะมีสาวๆ มารอดามอกให้เป็นแถว”
“ทำไมคุณป่านพูดเหมือนตาเห็นเลยคะ” ป้าแย้มพูดยิ้มๆ นั่นทำให้สีหน้าของปานระพีเจื่อนไปอีกหน
“เดายากซะที่ไหนล่ะคะ คนเจ้าเสน่ห์พรรค์นั้นโสดได้ไม่นานหรอกค่ะ แล้วนี่อาเก้าอยู่บ้านไหมคะ ถ้าอยู่ป่านจะได้ไปรายงานตัว เดี๋ยวจะหาว่าป่านไม่เห็นหัวอีก”
“ไม่อยู่หรอกค่ะ เข้าเมืองตั้งแต่เช้าแล้ว”
อาเก้าเข้าเมืองแต่กลับไม่ยอมไปรับเธอที่สนามบิน ทั้งที่เธออุตส่าห์ส่งข่าวหาเขาเป็นครั้งแรกในรอบหกปี...แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าไม่สนใจไยดี จะให้เรียกว่าอะไร
“งั้นป้าแย้มพาป่านขึ้นห้องเถอะค่ะ ถ้าอาเก้ากลับมาป่านค่อยมารายงานตัว”
“ค่ะคุณป่าน”
เธอ...รักอย่างภักดีและเจียมใจ เขา...จ้องแต่จะทำลาย เลยทำทุกอย่างเพื่อหลอกให้รัก สุดท้าย...สิ่งที่เธอได้รับการตอบแทน จากรักที่แสนภักดีก็คือคำว่า ง่าย ที่เขาตะโกนใส่หน้าอย่างไม่คิดแม้แต่จะสงสาร
ศาสตรา ภูวเดชาธร คือผู้ชายที่ ภัคธีมา บอกตัวเองว่าเขาช่างร้ายกาจสมกับชื่อ ผู้ชายคนนี้พร้อมจะฟาดฟันให้เธอย่อยยับแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทั้งๆ ที่เธอคือว่าที่น้องสะใภ้ หรือเขารังเกียจว่าเธอจน ไม่คู่ควรกับคนในตระกูลภูวเดชธรเจ้าของไร่ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ เขาจึงกีดกันเธอกับน้องชายเขาทุกวิถีทาง แม้ภัคธีมาพยายามจะไม่ข้องแวะกับเขา หากทว่าในที่สุด โชคชะตาก็กลั่นแกล้ง ให้ต้องตกไปอยู่ในบ่วงพันธนาการของเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ภัคธีมาจึงได้แต่นับวันรอ… รอวันที่กริชผู้แข็งกร้าวอย่างเขาจะปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระ แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาจริงๆ มันกลับไม่ง่ายเลย เพราะหัวใจที่แสนอ่อนไหวถูกบ่วงเสน่หาร้อยรัดเอาไว้อย่างแน่นหนา
ร่างบางดำดิ่งลึกลงเรื่อยๆ ร่างกายทุรนทุรายเพื่อความอยู่รอด แต่ใจเธอยอมแพ้แล้ว มันอึดอัด มันหนาวเหน็บ นี่สินะความตาย ความตายของเธอที่พี่อิสร์ต้องการ เอมทำให้แล้วนะคะ หวังว่าการกระทำของเอมในครั้งนี้ จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เอมทำให้พี่อิสร์มีความสุข ขอให้ความรักความแค้นระหว่างเราจบลงแค่นี้ เอมเจ็บ เจ็บจนไม่อยากจะหายใจแล้วเช่นกัน ขอบคุณที่บอกให้เอมมาตาย มันน่าจะเป็นหนทางดับทุกข์ที่ดีที่สุดของเอมแล้ว ลาก่อนค่ะพี่อิสร์...
เมื่อเด็กที่อยู่ในอุปการคุณของผู้เป็นบิดาทำท่าว่าจะเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นแม่เลี้ยงของเขา ภาคิม วัชรอาชา ผู้ชายที่แสนจะหยิ่งยโสจึงยอมไม่ได้ สู้ให้บิดามีนางบำเรอเป็นร้อยเหมือนกับนางในฮาเร็มของสุลต่านยังจะดีเสียกว่าให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างนั้นมาร่วมสกุล เขาสลัดคู่ควงทุกคนทิ้งแทบจะทันทีแล้วหันมามุ่งมั่นกับการกำจัดว่าที่แม่เลี้ยงและจัดการลงทัณฑ์ผู้หญิงไม่เจียมตัวให้รู้สำนึกว่าอย่างมากเธอก็เป็นได้แค่ ‘นางบำเรอ’ เท่านั้น วิโรษณา ดุษยา เพื่อตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณ สาวน้อยไร้เดียงสาจึงต้องยอมตกเป็น ‘เมียบำเรอ’ ของผู้ชายกักขฬะไร้หัวใจโดยไม่ยอมปริปากบ่น และไม่แม้แต่จะเรียกร้องความสมเพชใดๆ จากเขา เพราะรู้ว่าในสายตาของซาตานร้าย ผู้หญิงข้างถนนอย่างเธอมีค่าไม่ต่างอะไรกับขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น “คุณภาคิม ได้โปรดอย่าทำกับปุ้มแบบนี้” “ฉันมีสิทธิ์ลงโทษเธอตามวิธีของฉันวิโรษณา” เสียงเขาแหบกระเส่า วิโรษณาดิ้นอย่างกระสับกระส่าย ทำไมเขาไม่ลงโทษเธอด้วยการเฆี่ยนตี หรือให้อดข้าวอดน้ำ ขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันก็ได้ เขาไม่รู้หรือไงว่าทำแบบนี้ร่างกายของเธอปั่นป่วนและกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความทรมานอันแสนวาบหวาม ลิ้นร้อนดั่งไฟนาบจุมพิตทั่วทุกอณูเนื้อของดอกไม้แสนฉ่ำหวาน ก่อนจะแทรกลิ้นชื้นเข้าไปรุกรานความอ่อนนุ่มที่นิ้วเรียวของเขาได้สัมผัสมาแล้วก่อนหน้านี้ สาวน้อยพยายามตั้งสติไม่ปล่อยการกระทำไปตามอารมณ์เร่าร้อนที่กำลังรู้สึกอยู่ แต่ลิ้นอุ่นจัดของคนแสนชำนาญก็แทรกลึกเข้าไปในความอ่อนนุ่มกลางกายด้วยจังหวะอันร้ายกาจอย่างไม่หยุดหย่อน ใบหน้าสวยแดงซ่านด้วยอารมณ์ร้อนแรง มือเล็กจิกลงบนที่นอนและขยุ้มจนยับย่นเพื่อระบายความซ่านสยิวที่กำลังโรมรันกายสาวอย่างหน่วงหนัก ร่างบางกระตุกไหว คิ้วสวยขมวดนิ่วด้วยอารมณ์สะท้านซ่าน หลงใหลไปกับสัมผัสของเขาจนเผลอยกสะโพกขยับไปมาเบาๆ ปลายลิ้นหนาลากถูไถขึ้นลงตามกลีบกุหลาบแสนสวยที่เปียกชุ่มไปด้วยความฉ่ำหวาน สองขาเรียวสั่นระริกๆ เมื่อชายหนุ่มเริ่มออกแรงกดปลายลิ้นแตะต้องแรงขึ้น
เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับว่าที่เจ้าบ่าวในคืนแต่งงาน ทำให้พรรษรดาต้องเข้าพิธีกับน้องชายของเจ้าบ่าวแทน แม้วิวาห์ครั้งนี้จะเป็นเพียงวิวาห์สมมติในความรู้สึกของเขาและเธอ หากทว่าความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้ข้างในนั้นต่างหากที่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เธอจะกล้าบอกความในได้อย่างไร ว่าแท้จริงแล้วผู้ชายที่เธอมีใจใฝ่ปองและอยากแต่งงานด้วยจริงๆ ก็คือเขา ในเมื่อผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าสามี เอาแต่เฉยเมยเย็นชาใส่ ซ้ำยังเอ่ยปากขอหย่าอยู่หลายครั้ง พรรษรดาจะจัดการปัญหาหัวใจครั้งนี้อย่างไรดี ในเมื่อยิ่งเขาทำให้เจ็บ หัวใจไม่รักดีก็ยิ่งรักเขามากขึ้นๆ เธอควรรั้งเขาไว้ให้เป็นสามีในนามเพื่อทรมานใจกันเล่นๆ หรือว่าปล่อยเขาไปให้สมรักกับผู้หญิงอื่นตามที่เขาร้องขอ ***ตัวอย่าง*** “ฉันรักเธอพรรษรดา ฉันรักเธอ รักเธอคนเดียว” เขาสารภาพออกมาเสียงแหบห้าว นัยน์ตาหม่นมัวไปด้วยแรงรักแรงปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ข้างใน “คุณภู...” “หัวเราะสิ หัวเราะเยาะฉัน หัวเราะไอ้ผู้ชายหน้าโง่ที่มันเป็นทาสรักของเธออย่างโงหัวไม่ขึ้นมาตลอดหลายปี หัวเราะเยาะไอ้ผู้ชายหน้าโง่ที่ตัดใจไม่ได้เสียที” คำสารภาพของเขาเหมือนระลอกคลื่นยักษ์ที่กระแทกโครมเข้าใส่หัวใจดวงน้อยของพรรษรดา เธอถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะแบกรับความรู้สึกอันท่วมท้นนั้นไม่ไหว “ฉันมันคงน่าสมเพชมากสินะ” ร่างใหญ่ขยับตัวเหมือนจะถอดถอนออกไป แต่พรรษตวัดขารัดรอบเอวสอบไว้แน่น ทำให้เขาดำดิ่งเข้ามาฝังลึกอยู่ในช่องสาวอีกครั้ง “อย่าบังอาจลุกจากตัวพรรษ” เธอแหวใส่เขาเสียงดังลั่น ตัวสั่นเทาเพราะความรัญจวนและความเต็มตื้นในหัวใจ “พรรษรดา...” “อย่าคิดว่าจะผลักไสพรรษง่ายๆ อีก รู้มั้ยว่าพรรษรอนานแค่ไหน รู้ไหมว่าต้องเสียน้ำตาไปกี่ครั้งเมื่อคิดว่าตัวเองรักคุณภูข้างเดียว อย่ามาบอกรักพรรษ ล้อเล่นกับหัวใจพรรษแล้วหนีไปง่ายๆ อีก พรรษไม่ยอมอีกแล้ว คราวนี้พรรษจะตามรังควานไปตลอดชีวิตเลย อย่าหวังว่าจะได้มีโอกาสมีความสุขกับผู้หญิงคนไหน อย่าหวังว่าจะได้บอกรักใครอีก เพราะคำว่ารักของคุณภูจะเป็นของพรรษคนเดียวตลอดไป”
ในเมื่อเธอเป็นเมียที่ได้มาจากการทรยศ ความรู้สึกเดียวที่เธอจะได้รับจากเขาก็มีแค่ ความชัง เท่านั้น อย่างหวังว่า เขาจะเลิกชัง อย่าหวังว่า เขาเหลียวแล อย่าหวังว่า จะได้แม้แต่เศษเสี้ยวความรักของเขา นภัทรบอกตัวเองเช่นนั้น อย่างหนักแน่นอยู่เสมอ แต่ความเกลียดชังโกรธแค้นของเขามันน้อยลงตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเป็นเพราะนัยน์ตาเศร้าๆ ซื่อๆ ของเด็กคนนั้น ที่มันค่อยๆ เขย่าความเย็นชาในหัวใจเขา ให้กลายเป็นความรู้สึกอื่น
เธอก็รู้อยู่เต็มอกว่าเขาไม่เคยสนใจ แต่ก็ยังดึงดันอยากจะอยู่ใกล้ ต่อให้เธอเป็นเมียแต่งเขาก็คงไม่มีวันเปลี่ยนใจ เพราะเหตุนี้เธอจึงตัดสินใจจากไปในคืนแต่งงาน "จากนี้ไปเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก" 🥀
ฉู่ว่านยู ผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลแพทย์แผนโบราณ มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม ยาที่เธอทำนั้นทุกคนต่างอยากได้ สามารถรักษาได้ทุกโรค แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะย้อนยุค กลายเป็นผู้หญิงที่ขี้เหร่ที่สุดในใต้หล้า และยังเอาชนะใจท่านอ๋องด้วย การเริ่มต้นไม่ค่อยดีก็ไม่เป็นไร มาดูกันว่าเธอจะพลิกผันยังไง การแย่งการแต่งงานงั้นเหรอ? เธอทำให้น้องต้องรับบทเรียน แย่งสินเิมดลับมา ให้ชายั่วหญิงร้ายคู่นี้อยู่ด้วยกันตลอดไป ขี้ขลาดเหรอ? เธอจัดการพ่อร้าย สั่งสอนผู้หญิงเสแสร้ง! ขี้เหร่เหรอ? เธอรักษาพิษในตัว และกลายเป็นคนงามอันน่าทึ่ง! ลูกสาวขี้เหร่ของจวนอัครมหาเสนาบดี กลายเป็นผู้สูงส่ง แม้แต่ผู้โหดเหี้ยมบางคนยังหวั่นไหวกับเธอ เมื่อสุดที่รักจะจัดการผู้ใด เขามักจะช่วยเสมอ... แต่น่าเสียดายสุดที่รักคนนั้นไม่มีเขาอยู่ในใจ ฉู่ว่านยู "ออกไป หย่าเลย ผู้ชายมีแต่เป็นภาระของข้าเท่านั้น" เสี่ยวลี่จิงรู้สึกน้อยใจ "ไม่ได้ ข้าให้ครั้งแรกกับเจ้าแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบข้า"
ซ่งชิงเหอโดนหักหลังและกลายเป็นฆาตกรในสายตาคนอื่น เธอจึงหย่ากับสีจั้นถิง สามีของเธอ และเดินทางออกจากเมืองหวยไปด้วยความเกลียดชัง หกปีต่อมา เธอหวนกลับมาราวกับนกฟีนิกซ์พร้อมกับคู่แข่งของสามีเก่าเธอ เธอเติบโตขึ้นกลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่ง เธอสาบานกับตัวเองว่าจะทำให้ทุกคนต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเขาทำไว้กับเธอ เธอยอมร่วมมือกับเขาเพียงเพื่อแก้แค้น โดยไม่รู้เลยว่าเธอตกเป็นเหยื่อของเขาไปแล้ว ในเกมแห่งความรักและความปรารถนา ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วผู้ชนะที่แท้จริงจะเป็นใคร
หลังจากแต่งงานมาสามปี เสิ่นเนียนอันคิดว่าตนเองสามารถเอาชนะใจโฮ่วอวินโจวได้ แต่กลับพบว่าเขามีเพียงคนรักแรกอยู่ในใจ "ฉันจะปล่อยเธอไปหลังจากที่เธอคลอดลูก" ในวันที่เสิ่นเนียนอันมีปัญหาในการคลอดบุตร โฮ่วอวินโจวได้พาผู้หญิงอีกคนออกจากประเทศด้วยเครื่องบินส่วนตัว "ไม่ว่าคุณจะชอบใครก็แล้วไป สิ่งที่ฉันเป็นหนี้คุณ ฉันคืนให้หมดแล้ว" หลังจากที่เสิ่นเนียนอันจากไป โฮ่วอวินโจวก็เสียใจ "กลับมาหาฉันอีกครั้งได้ไหม"
"นางเป็นบุตรีผู้สูงศักดิ์ของฮูหยินเอกของจวนเสนาบดี นางมีหน้าตาโดดเด่น ทั้งอ่อนโอนและมีน้ำใจไมตรีต่อผู้อื่น แต่... นางทำดีต่อป้าของนาง นางกลับฆ่าแม่ของนางตาย นางรักเอ็นดูน้องสาวของนาง แต่น้องสาวกลับแย่งสามีของนางไป นางคอยสนับสนุนและดูแลสามีของนางอย่างสุดหัวใจ แต่สามีกลับทำให้นางตายทั้งกลม...ตระกูลฝ่ายมารดาของนางก็ถูกประหารชีวิตทั้งตระกูลด้วย นางตายตาไม่หลับและสาบานว่าหากมีชาติหน้า นางจะไม่เมตาตาต่อใครอีก ใครก็ตาม กล้ามาทำร้ายข้า ข้าจะล้างแค้นด้วยชีวิตทั้งตระกูลของพวกเจ้า เมื่อเกิดใหม่อีกครั้ง นางอายุได้สิบสี่ปี นางสาบานว่าจะต้องเปลี่ยนชะตากรรมและแก้แค้นชาติก่อน ป้านางใจ้ร้าย นางจะใจร้ายกลับยิ่งกว่านาง นางคิดจะได้ครองตำแหน่งฮูหยินงั้นเหรอ บอกเลยไม่มีทาง! ส่วนน้องสาวชอบผู้ชายชั่ว ๆ นักไม่ใช่หรือ ได้!ข้าจะยกให้เลย ส่วนชายชั่วนั่น ข้าจะทำให้เจ้าไม่สามารถมีทายาทได้อีกตลอดทั้งชาติ!แต่ข้าจะแก้แค้น เหตุใดเจ้าต้องมาช่วยข้าด้วย?"
ที่งานหมั้น มู่ซินยวี่ดื่มเหล้าเข้าไปจนรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว เมื่อเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย เธอจึงพุ่งเข้าไปหาและจูบอย่างหลงใหล “คุณสามีจ๋า ฉันอยาก...” หลังจากเกิดอะไรบ้าคลั่งมาคืนหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าชายที่อยู่ข้างกายเธอคือ เสิ่นเจียสวี่ ลูกพี่ลูกน้องนักบินของคู่หมั้น! “ตอดรัดแน่นมาก ชอบมากเลยเหรอ?”พอเสียงแหบ ๆ เบา ๆ นี้ลอยเข้าหูมา ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเสียงคู่หมั้น เสิ่นเจียหวิน ตะโกนโวยวายอยู่หน้าประตู เสิ่นเจียสวี่เอาเสื้อสูทคลุมหัวเธอเพื่อพาเธอออกมาแต่ก็ยื่นเงื่อนไขโหดร้าย “มาเป็นกิ๊กของฉัน ไม่งั้น...ลองเดาดูสิว่าตระกูลเสิ่นจะมองเธอเป็นหญิงสำส่อนยังไง ?” มู่ซินยวี่กัดฟันรับข้อเสนอ แค่อยากจะหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ แต่กลับพบว่าเสิ่นเจียสวี่คือกัปตันเครื่องบินของเธอ ในห้องพักบนเครื่องบินสูงหมื่นเมตร เขาจับเอวเธอ "คิดหนีเหรอ? เที่ยวบินนี้ฉันเป็นเป็นหลัก" เธอกล้ำกลืนเอาไว้เพื่อรักษาบริษัทที่แม่ทิ้งไว้และพ่อที่ป่วยหนักของเธอ แต่กลับได้ยินเสิ่นเจียหวินเยาะเย้ยว่า “คุณหนูที่ตกอับ เล่นสนุกแค่แป๊บเดียวก็เบื่อแล้ว!” และเห็นเขากอดมู่อยู่อู่ น้องสาวบุญธรรม พร้อมทุ่มเงินฟุ่มเฟือย! มู่ซินยวี่รู้สึกใจหาย เอาล่ะ การหมั้นนี้ เธอไม่เอาแล้ว เธอหันหลังไปหาเสิ่นเจียสวี่ที่มีอำนาจมากกว่า “ช่วยฉันถอนหมั้น ฟื้นฟูบริษัท แล้วฉันจะยอมตามใจคุณ” ชายหนุ่มมีประกายตาแห่งความต้องการเป็นเจ้าของ “ตกลง จำไว้ จากนี้ไป เธอต้องเป็นของฉันเท่านั้น” ตั้งแต่นั้น ชีวิตของมู่ซินยวี่ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY