หนิงเหยา นักพฤกษศาสตร์รุ่นใหม่ที่ชอบทดลองพืชพันธุ์ใหม่ๆ ได้ทะลุมิติไปเป็นพระชายาอ๋องที่เขาคิดฆ่าตั้งแต่ขึ้นเกี้ยวส่งเจ้าสาว นางจึงพยายามเอาตัวรอดโดยการไม่ยุ่งเกี่ยวปลูกผักทดลองไปเรื่อย แต่ทำไมเขาถึงได้ชอบมายุ่งกับนางนักไม่เข้าใจ!!
หนิงเหยา นักพฤกษศาสตร์รุ่นใหม่ที่ชอบทดลองพืชพันธุ์ใหม่ๆ ได้ทะลุมิติไปเป็นพระชายาอ๋องที่เขาคิดฆ่าตั้งแต่ขึ้นเกี้ยวส่งเจ้าสาว นางจึงพยายามเอาตัวรอดโดยการไม่ยุ่งเกี่ยวปลูกผักทดลองไปเรื่อย แต่ทำไมเขาถึงได้ชอบมายุ่งกับนางนักไม่เข้าใจ!!
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กดังขึ้นในห้องพักขนาดกะทัดรัดบนชั้นสิบของอพาร์ตเมนต์ในเมืองฉงชิ่ง ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน อยู่บนพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาและลุ่มแม่น้ำ
จึงได้รับฉายาว่าเป็นเมืองแห่งภูเขาและเมืองแห่งหมอก ถือเป็นเมืองที่มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของจีนเมืองหนึ่งเลยก็ว่าได้
ส่วนเจ้าของห้องขนาดพอเหมาะห้องนี้นั้น กำลังนอนหลับด้วยท่านอนแขนไปทาง ขาไปทางนั้น เป็นหญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม เรือนผมยาวขลับยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเพราะเพิ่งตื่นนอน
“อื้อ!”
หญิงสาวคนนี้ส่งเสียงครางในลำคอพลางบิดตัวไปมาอย่างขี้เซา เนื่องจากต้องตื่นนอนอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปกดปิดนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือ พลางอ้าปากกว้างหาวเสียงดัง แล้วบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงงัวเงียกับตัวเองอีกครั้ง
“ห้าว! ง่วงจัง”
เธอผู้นี้ชื่อว่า หนิงเหยา หรือที่เพื่อนสนิทเรียกอย่างเอ็นดูว่า เหยาเหยา เพราะเธอนั้นเป็นหญิงสาวที่สูงเพียงแค่ร้อยห้าสิบห้า เป็นสาวไซส์มินิน่ารัก เรือนร่างนุ่มนิ่มน่าฟัดน่ากอดมาก
และหลังจากที่หนิงเหยาเอื้อมมือไปปิดเสียงนาฬิกาปลุกแล้ว เธอก็กลับมานอนซุกผ้าห่มต่อด้วยความอ่อนเพลีย จนในที่สุดก็เคลิ้มหลับไปอีกครั้งอย่างไม่รู้
…ผ่านไปหลายนาที แสงอาทิตย์ที่เริ่มส่องสว่างจ้าลอดผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบเปลือกตาบางของคนบนเตียง ทำให้หนิงเหยาลืมตาพรึ่บขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะอุทานออกมาเสียงดังลั่นห้อง เมื่อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูปรากฏว่าเลยเวลาที่เธอตั้งปลุกเอาไว้มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว
“แย่แล้ว! นี่ฉันเผลอหลับไปอีกรอบเหรอเนี่ย”
หนิงเหยาพึมพำ ก่อนจะรีบกระโดดออกจากเตียงเหมือนนกที่พุ่งออกจากกรงเมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เพื่อมุ่งตรงไปคว้าผ้าขนหนูแล้วกระโจนเข้าไปยังห้องน้ำอย่างเร็วที่สุด
หนิงเหยาหรือหนิงเหยา เธอเป็นนักพฤกษศาสตร์รุ่นใหม่ที่หลงใหลในธรรมชาติ เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทดลองปลูกพืชพันธุ์ใหม่ ๆ ในห้องทดลองของสำนักงานวิจัยพฤกษศาสตร์แห่งเมืองฉงชิ่ง และวันนี้เธอก็มีประชุมสำคัญเกี่ยวกับโครงการพืชพันธุ์พิเศษที่เธอคิดค้นขึ้นมาเองด้วย
นั่นก็คือเถาหลิงซู เป็นผลจากการทดลองเชื่อมโยงเถาวัลย์ป่าที่พบในป่าดงดิบกับสมุนไพรที่เติบโตในที่ชื้น หนิงเหยาทดลองในห้องทดลองนานหลายเดือน
จนกระทั่งพืชนี้สามารถปลูกในพื้นที่ธรรมชาติได้ ซึ่งผลของเถาหลิงซูสามารถนำไปสกัดเป็นยารักษาโรคติดเชื้อได้หลายชนิด และใบของมันมีความสามารถในการดูดซับมลพิษในอากาศได้อีกด้วย
หนิงเหยาวิ่งออกมาจากห้องน้ำโดยที่มีผ้าขนหนูสีชมพูอ่อนพันรอบตัวอยู่ ก่อนที่เธอจะคว้าชุดทำงานเรียบง่ายสีขาวสะอาดสะอ้านมาสวมใส่ และต่อด้วยหยิบเสื้อกาวน์มาพาดบ่าของตัวเองไว้พร้อมออกจากห้องอย่างเร่งรีบ
และเมื่อหนิงเหยาวิ่งออกมาถึงป้ายรถเมล์แล้ว เธอก็พบว่ารถเมล์สายที่เธอต้องขึ้นนั้นเพิ่งออกไปได้ไม่นาน ทำให้ในหัวของเธอเกิดความเครียดขึ้นมาทันที
“ทำไงดีล่ะเนี่ย”
หนิงเหยาบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างที่ชอบทำ แล้วกัดริมฝีปากด้วยความกังวล สายลมที่พัดผ่านใบหน้ามานั้นรู้สึกเย็นเฉียบเหมือนจะเร่งให้เธอต้องตัดสินใจโดยเร็วก่อนที่จะไม่ทันการณ์
หนิงเหยากวาดสายตามองหาแท็กซี่ที่วิ่งกำลังแล่นเข้ามาใกล้ และไม่รอช้าที่จะโบกมือเรียกรถแท็กซี่คันนั้นอย่างทันที
เมื่อแท็กซี่คันที่หนิงเหยาโบกเรียกนั้นจอดนิ่งสนิทแล้ว เธอก็รีบวิ่งไปเปิดประตูแล้วกระโจนขึ้นรถด้วยความว่องไว ก่อนจะเอ่ยบอกจุดหมายปลายทางที่ต้องการไปกับคนขับอย่างไว ๆ เพื่อบ่งบอกว่าเธอนั้นรีบมากแค่ไหน
“ไปสำนักงานวิจัยพฤกษศาสตร์ค่ะ รีบหน่อยนะคะพี่ เดี๋ยวหนูให้พิเศษเลยค่ะ”
หนิงเหยาพูดพลางปรับสายสะพายกระเป๋าของตัวเองให้เข้าที่ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองรอบ ๆ ภายในรถอย่างดีแล้ว เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองได้ก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
รถแท็กซี่คันนี้ถูกตกแต่งด้วยสไตล์จีนโบราณอย่างประณีต เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าปักลายมังกรและหงส์ พวงมาลัยรถพันด้วยผ้าสีแดงสดประดับพู่ไหมทองที่ห้อยลงมาจากเพดาน
ส่วนกระจกมองหลังก็แขวนด้วยจี้หยกสีเขียว และยังมีกล่องไม้แกะสลักลายดอกเหมยตั้งอยู่ตรงกลางคอนโซล บรรยากาศภายในรถมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรจีนที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
ทำให้หนิงเหยารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในยุคสมัยราชวงศ์เก่า เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป พลางคิดในใจว่า…
‘นี่มันรถแท็กซี่หรือโรงละครเคลื่อนที่กันแน่ ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ในตอนที่เร่งรีบด้วย’
ไม่ใช่เพียงการตกแต่งภายในรถเท่านั้นที่เป็นแบบสไตล์จีนโบราณ แต่คนขับรถแท็กซี่ที่เป็นชายวัยกลางคนคนนี้ก็สวมชุดคลุมยาวแบบจีนโบราณสีดำ คอเสื้อปักลายคลื่นน้ำสีเงิน เขามีหนวดเคราที่ดูเรียบร้อย และสวมหมวกทรงกลมประดับป้ายหยกเล็ก ๆ อีกด้วย
ซึ่งการแต่งตัวของคนขับรถแท็กซี่คนนี้นั้น ยิ่งทำให้หนิงเหยารู้สึกแปลก ๆ ในใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะจุดประสงค์หลักของเธอในตอนนี้คือไปให้ถึงสำนักงานวิจัยพฤกษศาสตร์โดยเร็วที่สุด
ขณะรถแท็กซี่แล่นผ่านถนนหนทางในเมืองฉงชิ่ง หนิงเหยานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงแดดยามเช้าส่องกระทบยอดไม้ตามทาง เธอรู้สึกถึงแรงบันดาลใจที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจ พร้อมที่จะแสดงผลงานของตัวเองในที่ประชุมเช้านี้
หนิงเหยาหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กที่มักพกติดตัวออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้วเปิดหน้าที่เต็มไปด้วยข้อความและภาพวาดพืชพันธุ์ที่เธอออกแบบขึ้นในจินตนาการ บางชนิดมีดอกที่เรืองแสงในความมืดได้ และบางชนิดสามารภช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ได้
ในใจของหนิงเหยาไม่เพียงแค่ต้องการสร้างพืชที่ดูสวยงาม แต่ยังอยากให้พืชพันธุ์เหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และฟื้นฟูสมดุลให้โลกใบนี้ด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความใฝ่ฝันที่หนิงเหยานั้นมีมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว
ตอนนี้รถแท็กซี่ได้แล่นไปตามทางเรื่อย ๆ โดยมีความเร็วตามที่ผู้โดยสารต้องการ เสียงเครื่องยนต์ของแท็กซี่ดังสะท้อนในอุโมงค์ทางด่วนยาวเหยียด หนิงเหยาพยายามบอกตัวเองให้ผ่อนคลายโดยการนั่งหลังพิงเบาะ สายตาเหม่อมองไปยังเส้นทางข้างหน้า ขณะที่ชายคนขับรถแท็กซี่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“คุณหนูมีความสุขไหมครับ”
คำถามนั้นเรียกสติของหนิงเหยากลับมา ถึงแม้ว่าจะฟังได้ไม่ถนัดก็ตามเพราะตอนที่คนขับรถแท็กซี่พูดนั้นหนิงเหยากำลังจะเคลิ้มหลับ เธอที่กำลังง่วงนอนจากการนั่งรถเพลิน ๆ
อีกทั้งยังอดหลับอดนอนเมื่อคืนจากการคิดค้นพันธุ์พืชอย่างหนักนั้น เงยหน้าขึ้นมองคนขับรถแท็กซี่ด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย และเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ไม่ค่ะ ถ้าได้นอนต่ออีกสักนิดก็คงดี”
ชายคนขับรถแท็กซี่หัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่มีแววล้อเลียนเล็กน้อยปนเอ็นดู
“แค่นอนต่อเองเหรอครับ”
หนิงเหยาที่ยังคงมีสายตาเหนื่อยล้านั้นตอบกลับไปอย่างเพ้อฝัน ถึงแม้ว่างานนี้จะเป็นงานที่เธอรักก็ตาม แต่การที่ไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อเร่งรีบไปทำงานแล้วมีเงินใช้นั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน
“ยังมีอีกค่ะ ถ้าไม่ต้องทำงานแล้วมีเงินใช้ สุขสบายไปตลอดชีวิต เพราะมีสามีเลี้ยงก็ดีที่สุดมาก ๆ เหมือนกันค่ะ”
หลังจากที่หนิงเหยาพูดจบ ชายคนขับรถแท็กซี่ก็ยิ้มมุมปาก ดวงตาเปล่งประกายลึกลับสะท้อนกับกระจกเงาสำหรับมองหลัง ก่อนที่ริมผีปากหนาจะขยับตอบหนิงเหยาว่า…
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้คุณหนูสมหวังนะครับ”
คำพูดชวนให้คิดของคนขับรถแท็กซี่ไม่ได้สะกิดใจคนฟังเสียอย่างใด เพราะหนิงเหยานั้นยังคงอยู่ในห้วงเพ้อฝันและอาการง่วงนอน จนสมองไม่รับสิ่งอื่นใดมากในตอนนี้
รถแท็กซี่คันนี้ยังคงแล่นต่อไป เส้นทางข้างหน้าดูเหมือนจะยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด เพราะตั้งแต่ที่รถลงลอดอุโมงค์มาหลายนาทีแล้วก็ยังไม่แล่นออกจากอุโมงค์นี้เสียที และเมื่อรถเคลื่อนตัวไปเรื่อย ๆ แสงไฟในอุโมงค์ก็เริ่มดับลงทีละดวงจากด้านหลัง
แสงสว่างที่เคยช่วยนำทางค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด ทำเอาอาการง่วงนอนของหนิงเหยาหายไปได้ทันที และเริ่มใจหวิว ๆ พิกล ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มคืบคลานเข้ามา
หนิงเหยาจึงตัดสินใจถามคนขับรถแท็กซี่ออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกและเป็นกังวล แต่คนขับรถแท็กซี่กลับตอบมาด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบเป็นอย่างมาก
“ทำไมไฟในอุโมงค์ถึงดับล่ะคะ”
“ไม่ต้องกังวลนะครับคุณหนู บางครั้งความมืดก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทาง”
คำตอบนั้นของคนขับรถแท็กซี่ไม่ได้ช่วยให้หนิงเหยารู้สึกสบายใจขึ้นเลย แต่เธอก็เลือกที่จะเงียบและมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง พร้อมทั้งจดจำเส้นทาง ใบหน้า และข้อมูลของคนขับรถแท็กซี่เอาไว้ให้ดี
ไม่นานนัก ความมืดก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งอุโมงค์ มีเพียงเสียงล้อรถที่บดไปกับพื้นถนนและเสียงหัวใจของหนิงเหยาที่เต้นระรัว ก่อนที่เธอจะตัดสินใจกดเสียงต่ำถามออกไปอีกครั้งพร้อมกับแววตาที่เริ่มไม่ไว้วางใจ
“นี่คุณกำลังจะพาฉันไปที่ไหนกันแน่”
“ปลายทางเดิมของคุณหนูนั่นแหละครับ แต่ระหว่างทางเราอาจพบสิ่งที่คุณหนูไม่เคยคาดคิด”
คำตอบชวนให้ขนลุกของคนขับแท็กซี่ทำให้หนิงเหยาเลือกที่จะเงียบอีกครั้ง และเธอก็เริ่มตงิดใจกับคำว่าคุณหนูขึ้นมา หัวใจที่เต้นระรัวภาวนาให้รถแท็กซี่คันนี้แล่นออกจากอุโมงค์อันมืดมิดแห่งนี้โดยเร็ว
อุโมงค์แห่งนี้ไม่เหมือนกับทางด่วนที่หนิงเหยาเคยผ่าน เส้นทางโค้งยาวทอดลึกจนดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด กำแพงอุโมงค์ทำจากหินหยาบสีเทาเข้มที่ดูเก่าแก่ ราวกับสร้างขึ้นมาหลายร้อยปี
ดวงไฟที่ติดอยู่บนเพดานเรียงรายห่างกันอย่างเป็นระเบียบ แสงไฟสีเหลืองซีดที่เคยดับเริ่มกระพริบเป็นจังหวะ เหมือนกับมีอะไรบางอย่างกำลังอยู่ภายนอกรถ
พื้นถนนเป็นหินกรวดที่ขรุขระ รถแท็กซี่แล่นผ่านไปช้า ๆ แต่เสียงล้อบดกับพื้นกลับดังสะท้อนไปทั่วทั้งอุโมงค์ เสียงนั้นไม่ได้ฟังดูปกติ แต่มันแฝงด้วยเสียงสะท้อนลึก ๆ คล้ายกับเสียงกระซิบของใครบางคนที่ไม่ได้มาจากโลกใบนี้
ในขณะที่หนิงเหยาพยายามปรับตัวกับความมืดที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาอีกครั้งนั้น เธอก็เริ่มรู้สึกถึงกลิ่นที่แปลกประหลาด
กลิ่นนั้นเป็นส่วนผสมของกลิ่นดินชื้นกับกลิ่นดอกไม้ป่าที่ไม่เคยสัมผัส ลอยฟุ้งในอากาศ บางสัมผัสคล้ายกลิ่นดอกไม้ป่า แต่ก็มีกลิ่นของสมุนไพรจีนเจือปนอยู่
อากาศในอุโมงค์เย็นลงอย่างรวดเร็ว ความหนาวเย็นนั้นไม่เหมือนกับอากาศทั่วไป แต่มันมีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกเหมือนความหนาวนั้นกำลังซึมลึกเข้าสู่จิตใจของเธอ
ทันใดนั้น หนิงเหยาก็เริ่มสังเกตเห็นแสงเล็ก ๆ สีทองที่ลอยวนอยู่รอบตัวรถ มันดูเหมือนฝุ่นละอองแต่เป็นสีทองไม่ใช่สีขาวหรือสีเทา อีกทั้งยังมีสายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาในรถ แม้ว่ากระจกหน้าต่างจะปิดสนิทก็ตาม
ไม่นานหลังจากที่ความมืดเข้าปกคลุมเต็มที่ หนิงเหยาก็สังเกตเห็นบางสิ่งที่เปลี่ยนไป รอบ ๆ ตัวรถมีแสงสีทองเล็ก ๆ ลอยวนอยู่ไม่หาย แสงเหล่านี้เคลื่อนไหวอย่างอิสระราวกับว่ามีชีวิตอย่างไรอย่างนั้น
แสงบางดวงจับกลุ่มกันเป็นลวดลายคล้ายดอกไม้หรือผีเสื้อ บางดวงลอยวนรอบหน้าต่างรถอย่างสงสัยเหมือนกำลังสำรวจเธอ
ในความเงียบที่ปกคลุมอุโมงค์ หนิงเหยาเริ่มได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังแว่วมา เสียงนั้นเป็นเสียงกระซิบเบา ๆ ที่เหมือนจะไม่ได้มาจากคนขับรถแท็กซี่
เสียงเหมือนคำพูดในภาษาที่หนิงเหยาไม่เข้าใจ เสียงเหล่านั้นขาด ๆ หาย ๆ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพูดถึงเธอ
“นี่มันอะไรกัน”
หนิงเหยาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ความมืดที่ครอบงำทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นอะไรได้
จนกระทั่ง รถแท็กซี่คันนี้ได้พุ่งออกจากความมืดของอุโมงค์สู่แสงสว่างจ้าที่ทำให้หนิงเหยาต้องยกมือขึ้นบังตาอย่างกะทันหัน ก่อนที่หนิงเหยาจะพบว่า…
นายหัว(เถื่อน) กระหายรัก เพราะเป็นลูกมาเฟียถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก จู่ๆ ก็ถูกแม่ตัดหางปล่อยวัดให้เผชิญชะตากรรมด้วยตนเอง เผชิญชะตากรรมไม่ว่า แต่วันแรกเธอก็ทำคนตายแล้ว เหตุการณ์ในวัยเด็กทำให้เธอไร้สติหยั่งคิด เผลอเข้าร้านหรูจนกินไวน์ราคาแพงหมดไปสองแสน แม้จะจำนำของในตัวจนหมดแต่ก็ไม่พอ เพราะกลัวว่าพ่อกับแม่จะรู้ เธอจึงเลือกใช้กายชดใช้แทน แต่ใครคิดว่าหลังจากสิ้นคิดคืนนั้น เธอก็ต้องพบปัญหาไม่รู้จบ
นางถูกขับไล่ออกจากสกุลสามี คนพวกนั้นให้เหตุผลว่านางเป็นตัวซวยทำให้สามีสอบไม่ผ่าน หากแต่ออกมาได้สามวัน เขากลับแขวนโคมไฟสีแดง รับเกี้ยวเจ้าสาวเข้าจวน!!
เจียซินที่อยู่ในชีวิตปั่นปลายนั้น กลับต้องรู้สึกเสียใจที่เลือกเส้นทางรักผิด เมื่อเลือกหนทางใหม่ได้ เธอก็จะเลือกหนทางที่ดีที่สุด และเขาชายที่เธอเคยละทิ้งไปก็กลายมาเป็นคู่ชีวิต ที่พร้อมจะร่ำรวยไปด้วยกัน
ชมดาวต้องทนรับสภาพสถานะเลขาของเจ้านายและสถานะบนเตียงมาตลอดห้าปี เธอคิดว่าอีกไม่นานเขาก็จะขอเธอแต่งงาน หากแต่ว่าเขากลับเห็นเธอเป็นเพียงสถานะรองเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็ต้องแต่งงาน ไม่ใช่กับเธอแต่เป็นคนอื่น เธอจะเลือกจำยอมอยู่ในความลับต่อไป หรือเลือกที่จะเดินออกมาพร้อมกับเด็กในท้อง!!
ลู่เจียหง นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังในยุคปัจจุบัน จับผลัดจับพลูลงลิฟต์ก็โผล่ไปยังยุคโบราณ แถมยังอยู่ในชุดเจ้าสาวอีก ถ้าประหลาดแค่นั้นไม่พอคงไม่เป็นไร ถ้าไม่พบว่าตัวเองกำลังถูกตามล่าจากว่าทีสามีที่ยังไม่ทันเข้าหอ งานนี้นางถือคติไม่ยุ่งเกี่ยวต่างคนต่างอยู่ แต่ท่านอ๋องผู้นั้นก็เอาแต่วนเวียนอยู่ข้างตัวนางไม่หยุด แบบนี้นางจะหย่าสำเร็จได้ตอนไหนกัน!!
เพราะความเมตตาจากสวรรค์ ทำให้นางผู้ซึ่งสิ้นอายุขัยในวันที่คลอดลูก ได้กลับมาเกิดใหม่ ในร่างของคุณหนูสามผู้โง่เขลา บุตรีของท่านเจ้าสำนักศึกษาตระกูลหลี่
หยางจื้อซี เด็กกำพร้าจากศตวรรษที่21 ถูกองค์กรมืดเลี้ยงดูจนเติบโตและทำให้เธอกลายเป็นมนุษย์กลายพันธ์ ในระหว่างที่ถูกส่งตัวไปทำภารกิจลับ เธอกลับถูกคนในองค์กรมืดหักหลังและถูกฆ่าโดยเพื่อนสนิทที่เธอไว้ใจมากที่สุด ก่อนสิ้นใจเธอถามเพื่อนสนิทว่าทำไม แต่ไม่ได้รับคำตอบจากปากของอีกฝ่าย สิ่งที่เธอได้รับคือรอยยิ้มที่ดูถูกเหยียดหยามและ คำว่า “โง่” จากปากของอีกฝ่ายเท่านั้น หลังจากที่ตายไปแล้วสิ่งที่เธอคิดไว้ คงจะเป็นนรกหรือที่ไหนสักแห่งที่เป็นโลกหลังความตาย แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนัน เธอตื่นขึ้นมาในร่างของ หยางจื้อซี เด็กหญิงอายุ เพียง 13 ขวบปีในหมู่บ้านป่าหมอก ในดินแดนโบราณล้าหลังที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ คล้ายกับว่าเป็นโลกคู่ขนานที่อยู่อีกมิติหนึ่ง เธอตื่นขึ้นมาในบ้านที่ผุพัง ครอบครัวยากจน มีแม่ที่อ่อนแอและเจ็บป่วย มีพี่น้องที่อายุน้อย มีปู่ย่าตายายที่เห็นแก่ตัวและใจร้าย มีลุงที่เห็นแก่ได้ป้าสะใภ้ที่เต็มไปด้วยความละโมบโมบโลภมาก หยางจื้อซี คิดว่านับจากนี้ไปชีวิตจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง หากใครมารังแกก็แค่ทุบตี เธอไม่เชื่อว่าด้วยพลังที่ติดตัวเธอมาจากชาติที่แล้วจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในโลกล้าหลังแห่งนี้
เว่ยจื้อโหยวลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งพบว่าตนอยู่ในยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคยสิ่งรอบกายดูโบราณล้าหลัง โลกโบราณที่ไม่มีในประวัติศาสตร์โลก ยังไม่ทันได้เตรียมใจก็ถูกส่งให้ไปแต่งงานกับชายยากจนที่ท้ายหมู่บ้าน สาเหตุที่เว่ยจื้อโหย่วถูกส่งมาให้แต่งงานกับชายที่ขึ้นชื่อว่ายากจนที่สุดในหมู่บ้านนั้น เพราะนางเกิดไปต้องตาต้องใจเศรษฐีผู้มักมากในกามเข้า เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกบ้านใหญ่ขายไปเป็นอนุภรรยาของเศรษฐีเฒ่า พ่อแม่ของนางจึงยอมแตกหักจากบ้านใหญ่และท่านย่าที่เห็นแก่ตัวและลำเอียงเป็นที่สุด ด้วยเหตุนี้พ่อแม่ของนางจึงตัดสินใจยกนางให้กับอวิ๋นเซียว ชายหนุ่มที่แสนยากจนข้นแค้น ที่เพิ่งเสียบิดามารดาไป อีกทั้งยังทิ้งน้องชายน้องสาวเอาไว้ให้เขาเลี้ยงดู นอกจากนี้ยังมีป้าสะใภ้มหาภัยที่คอยแต่จะมารังแกเอารัดเอาเปรียบสามพี่น้อง สิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดไม่ใช่ป้าสะใภ้มหาภัย แต่ มันคืออะไรแต่งงานนางไม่ว่ายังไม่ทันได้เข้าหอสามีหมาดๆ ก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในสงครามระหว่างแคว้น มันไม่มีอะไรเลวร้ายไปมากว่านี้อีกแล้วสำหรับ เว่ยจื้อโหยว หากสามีทางนิตินัยของนางตายในสนามรบ ก็ไม่เท่ากับว่านางเป็นหม้ายสามีตายทั้งที่ยังบริสุทธิ์หรอกหรือ แถมยังต้องเลี้ยงดูน้องชายน้องสาวของอดีตสามีอีก สวรรค์เหตุใดถึงได้ส่งนางมาเกิดใหม่ในที่แบบนี้
หลังจากแต่งงานมาสามปี เสิ่นเนียนอันคิดว่าตนเองสามารถเอาชนะใจโฮ่วอวินโจวได้ แต่กลับพบว่าเขามีเพียงคนรักแรกอยู่ในใจ "ฉันจะปล่อยเธอไปหลังจากที่เธอคลอดลูก" ในวันที่เสิ่นเนียนอันมีปัญหาในการคลอดบุตร โฮ่วอวินโจวได้พาผู้หญิงอีกคนออกจากประเทศด้วยเครื่องบินส่วนตัว "ไม่ว่าคุณจะชอบใครก็แล้วไป สิ่งที่ฉันเป็นหนี้คุณ ฉันคืนให้หมดแล้ว" หลังจากที่เสิ่นเนียนอันจากไป โฮ่วอวินโจวก็เสียใจ "กลับมาหาฉันอีกครั้งได้ไหม"
ในชาติที่แล้ว ซูชิงหยวนได้แต่งงานกับหลิงโม่เฉิน ลูกชายคนที่สองของตระกูลหลิง ทั้งคู่เป็นคู่รักนักวิชาการที่ผู้คนยกย่องอย่างมาก แต่เบื้องหลังกลับเป็นเพียงเครื่องมือที่เขาใช้เพื่อขโมยผลงานของเธอ สุดท้ายเธอตกจากตึกเสียชีวิต ซูหยูราน น้องสาวต่างแม่ของเธอ ได้แต่งงานกับหลิงเยี่ยนโจว ลูกชายคนโตของตระกูลหลิง แต่กลับถูกสามีทอดทิ้งเพื่อไปคบกับคนรักเก่า ปล่อยให้เธอต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวในบ้าน สุดท้ายชีวิตของเธอก็พังทลายและเสียชีวิตพร้อมกับลูกในท้อง เมื่อทั้งสองพี่น้องได้เกิดใหม่ ซูหยูรานรีบแต่งงานกับหลิงโม่เฉิน หวังจะสร้างชีวิตที่รุ่งเรืองเหมือนซูชิงหยวนในชาติก่อน โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังตกลงในกับดักเดิมและกลายเป็นผู้เสียสละแทน การแต่งงานตามข้อตกลงของซูชิงหยวนกับหลิงเยี่ยนโจวนั้นเริ่มต้นจากการตกลง แต่เมื่อกับดักกำลังจะมาถึง เขากลับปกป้องเธอไว้ “ภรรยาของฉัน ไม่มีใครมีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยว ” การเปลี่ยนคู่ชีวิตของสองพี่น้องในครั้งนี้จะสามารถฝ่าฟันชะตากรรมที่พันธนาการในชาติก่อนได้หรือไม่ และจะสามารถพลิกโศกนาฏกรรมให้กลายเป็นชีวิตใหม่ที่สดใสได้หรือเปล่า?
เซี่ยอวี๋อันชอบเฟิงจี้หานตั้งแต่เด็ก งานแต่งงานที่เธอเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อมานานถึงสามปี แต่เมื่อใกล้ถึงวันแต่งงาน เขากลับพารักแรกกลับ เซี่ยอวี๋อันรู้ดีว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว ความรักที่เกิดจากการอยู่ด้วยกันนานๆ การเคารพกันและกัน ทุกอย่างก็แค่การเสแสร้งเท่านั้น เธอตัดสินใจปล่อยมือ ปล่อยเขาไป ในขณะเดียวกันก็ปล่อยตัวเองไปด้วย แต่เมื่อเธอยื่นเอกสารหย่าให้ เขากลับคลั่ง "เซี่ยอวี๋อัน ทำหน้าที่คุณนายเฟิงให้ดี ไม่ต้องคิดเรื่องหย่าเลย" เซี่ยอวี๋อันหัวเราะ "เฟิงจี้หาน ฉันไม่ต้องการอะไรแล้ว รวมถึงนายด้วย"
© 2018-now MeghaBook
บนสุด
GOOGLE PLAY