ผมชื่อมนัชเป็นตำรวจที่ “เอาการ เอางาน”
“สวัสดีค่ะคุณตำรวจ” สุชาดายกมือไหว้ชายหนุ่มในเครื่องแบบตามมารยาท
“สวัสดีค่ะน้องส้ม พี่ซื้อเค้กใบเตยมาฝาก” มนัชยิ้มร่ามาแต่ไกลแต่รอยยิ้มก็แห้งลงเมื่ออีกฝ่ายดูไม่ยินดีเท่าใดนัก
“อ้าว ! คุณมนัช มาทำอะไรเหรอคะ” นันทิชาทักทาย
“มาทำธุระให้ไอ้ธีร์ครับแล้วก็ซื้อเค้กมาฝากน้องส้มด้วย”
“ส้มกลับได้เลย เดี๋ยวพี่ดูให้เอง”
“ขอบคุณค่ะพี่นัน” สุชาดาลุกขึ้นยืนแล้วรีบเดินออกไปทันที
“นี่ของส้มรึเปล่า” นันทิชาถามลูกน้อง
“เอ่อ … คือ” สาวน้อยไม่รู้จะตอบยังไงเพราะการที่คนแปลกหน้าตั้งใจซื้อของมาฝากไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ
“เค้กใบเตยครับผมซื้อมาฝากน้องส้ม”
“ขอบคุณค่ะ” สุชาดารับถุงสีหวานมาถือแล้วรีบเดินจ้ำให้เร็วที่สุด
มนัช มีเพียร อายุสามสิบสามปี ความฝันเดียวของเขาก็คืออยากเป็นตำรวจ เมื่อถึงเกณฑ์เข้าเรียนมนัชก็จากบ้านเกิดไปกินนอนที่โรงเรียนประจำ ด้วยความแน่แน่วชายหนุ่มจึงได้เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตามที่ตั้งใจ
หน้าตาของมนัชคมเข้ม รูปร่างสูงล่ำตามมาตรฐานคนในเครื่องแบบ เมื่อออกกำลังกายเป็นประจำกล้ามเนื้อที่ล่ำอยู่แล้วก็ยิ่งได้รูปสมส่วน
จึงไม่แปลกที่มนัชจะเนื้อหอมเป็นที่ถูกตาต้องใจของสาวๆ แม้กระทั่งหนุ่มๆ
“คุณธีร์เขามีธุระอะไรเหรอคะคุณมนัช จันทร์ไปหาเมื่อวาน นี่ก็น่าจะลงเครื่องแล้ว”
“มันจะเซอร์ไพรส์เมีย … สองคนนั้นหมั้นกันแล้ว ผมไม่ได้ใช้คำผิดนะครับ” มนัชรีบอธิบายเพราะการไปเรียกผู้หญิงอื่นว่าเมียไม่ใช่เรื่องเหมาะสมถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริง
“หมั้น ! คุณพระ ไปวันเดียวได้เป็นคู่หมั้นคุณหมอซะแล้วแสงจันทร์” นันทิชาตกใจและดีใจไปพร้อมๆ กัน
“ไอ้ธีร์มันถอยรถเครื่องให้เมียครับ ผมเลยเอามาส่ง”
“ให้ร้านเอามาก็ได้นี่คะ”
“อ่า … เอ่อ” คุณตำรวจไม่รู้จะบอกยังไงว่าอยากหาเหตุมาที่นี่ให้บ่อยที่สุด
“อ้อ ! เข้าใจแล้วค่ะ มาจีบส้มสินะ” นันทิชาเห็นมนัชมองไปทางที่ลูกน้องเดินไปอยู่บ่อยๆ
นันทิชาก็เพิ่งเอะใจเพราะสุชาดาเดินเข้าไปในโรงแรมทั้งที่เลิกงานแล้ว สงสัยจะไปคุยกับแม่บ้านมั้ง
“ผมเคยถามน้องจันทร์แล้วแต่ขอถามคุณนันอีกทีเพื่อความชัวร์ น้องส้มยังไม่มีแฟนใช่ไหมครับ”
“เท่าที่นันเห็นก็ไม่มีนะคะแต่ถ้าจันทร์บอกว่าไม่มีก็เชื่อได้เลยเพราะสองคนนี้สนิทกันแล้วจันทร์ก็ไม่ใช่คนพูดปด”
“ครับ” คุณตำรวจรับคำแบบหงอยๆ ถึงอีกฝ่ายจะไม่มีแฟนแต่ก็ดูไม่มีความหวังเลยเพราะเธอไม่เปิดโอกาสสักนิด
“มีเรื่องนึงที่นันพอจะช่วยได้นะคะ”
“เรื่องไหนครับคุณนัน”
“เล็กน้อยมากค่ะแต่น่าจะมีประโยชน์”
“จะน้อยนิดแค่ไหนก็ช่วยผมเถอะครับ ผมอยากให้น้องส้มสนใจผมบ้าง”
“คือ … เอ่อ ส้มไม่ชอบใบเตยค่ะ ยิ่งกลิ่นใบเตยสดๆ คือเกลียดเข้าไส้เลย ได้กลิ่นแล้วส้มมันเวียนหัวน่ะค่ะ”
“เวร ! ขอโทษครับผมไม่ได้ว่าคุณนันนะครับแค่อุทานเฉยๆ” มนัชหงอยหนักกว่าเดิม ซื้อของมาฝากแต่ดันเป็นของที่เธอเกลียด
“ไม่เป็นไรค่ะ นันเข้าใจ”
“ที่จริงผมอาสาไปรับน้องจันทร์แต่เจ้าตัวเกรงใจจะว่ารถมาเอง” มนัชชวนเปลี่ยนเรื่องเพื่อลดความช้ำใจ ป่านนี้เธอเอาโยนทิ้งถังขยะไปแล้วมั้ง เค้กก็ไม่ใช่รสที่ชอบแถมคนที่ให้ยังเหม็นขี้หน้าอีก
“จันทร์ก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ขี้เกรงใจ”
“ผมดีใจกับน้องแล้วก็เพื่อนมากๆ เลยครับ”
“สักวันคุณมนัชก็เจอคนที่ใช่ค่ะ” นันทิชาได้แต่ให้กำลังใจ เรื่องรักชอบใครจะไปบังคับได้ถึงจะเป็นหัวหน้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายแต่ฉันก็อยากให้ลูกน้องลองเปิดใจดู
“ขอโทษนะครับ ผมขอไปรับสายก่อน” มนัชรับสายเรียกเข้าแล้วเดินไปด้านหน้าโรงแรม
“ขอบคุณนะคะ” แสงจันทร์จ่ายเงินให้คนขับเมื่อเดินผ่านลานจอดรถก็ใจคอไม่ดีเพราะเห็นรถตำรวจจอดอยู่
“สวัสดีค่ะพี่มนัช ที่โรงแรมมีเรื่องเหรอคะ” ยิ่งเห็นมนัชแสงจันทร์ก็ยิ่งตกใจ
“เปล่าครับ พี่มาส่งของ”
“ส่งของ” แสงจันทร์ยิ่งงงไปกันใหญ่ ส่งของไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจไม่ใช่เหรอ
“นี่ครับ มีคนฝากมาให้” มนัชยื่นดอกไม้ช่อโตให้แสงจันทร์
“ของหนูเหรอคะ ใครให้คะ”
“ลองอ่านการ์ดดูสิครับ”
“หวังว่าจะชอบของขวัญปีใหม่นะครับ … ที่รักของหนู” กระดาษสีชมพูเขียนไว้สั้นๆ แค่นั้น
“พี่ธีร์เหรอคะ” แสงจันทร์ถามแบบไม่แน่ใจ
“ใช่ครับ เดี๋ยวพี่พาไปดู”
“อ้าว ! แล้วดอกไม้นี่ไม่ใช่ของขวัญเหรอคะ” แสงจันทร์งงหนักขึ้นเรื่อยๆ มาถึงที่ทำงานแต่เจอเรื่องให้ประหลาดใจเต็มไปหมด
“ก็ใช่ครับแต่ก็มีอีก”
“ไปเถอะ คุณตำรวจเขามารอแกนานแล้ว” สุชาดาโผล่มาจากด้านหลัง เมื่อกี้เพื่อนบอกว่ากำลังจะถึงเลยมาดักรอ
“ไอ้บ้า ! ตกใจหมดไม่กลับบ้านรึไง”
“ก็รอเจอแกก่อนนี่ไง”
“รอเจอฉันหรือรอของฝากจ๊ะ”
“ก็ทั้งสองอย่างแหละน่า” สุชาดาทำหน้ายู่เพราะหมั่นไส้ที่เพื่อนรู้ทัน ก็โดนัทเจ้าดังน่ะสิฉันติดใจนักเพื่อนไปกรุงเทพทีไรต้องฝากซื้อตลอด
“นี่ครับ” มนัชพาแสงจันทร์มาที่ลานจอดรถแล้วส่งกุญแจให้หนึ่งดอก
“ของหนูเหรอคะ” สาวน้อยมองมอเตอร์ไซค์ใหม่เอี่ยมด้วยความตกใจ
“ใช่ครับ ไอ้ธีร์มันฝากพี่จัดการ น้องจันทร์ชอบสีนี้ไหมอยากได้รุ่นอื่นรึเปล่า”
“ชอบค่ะ ชอบๆ” ฉันรีบตอบ
“งั้นพี่ให้น้องจันทร์ดูก่อน พี่จะไปทำงานแล้วแต่ขอไปลาน้องส้มแปบนึง”
“ค่ะๆ” ฉันรับคำแล้วมองเจ้าสองล้อแบบไม่อยากเชื่อสายตา คนมีเงินเหมือนมีเวทมนตร์เลยเนอะ เสกของได้ตามใจนึก
แสงจันทร์เดินไปรอบๆ มองจนทั่วก็ไม่พบตำหนิแม้แต่จุดเดียว
“พี่ตรวจดูหมดแล้ว ระบบไฟ น้ำมัน เบรก รอยขีดข่วน ไม่มีปัญหาเลยแต่ถ้าเจอโทรหาพี่ได้นะ” มนัชเดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มเพราะได้คุยกับสาวน้อยแสนน่ารัก แม้เธอจะพูดคุยตามมารยาทถามคำตอบคำแต่ได้เท่านี้ก็ดีใจแล้ว
“ขอบคุณพี่มนัชมากนะคะ หนูเกรงใจมากเลยทำให้พี่เสียเวลา”
“ไม่เป็นไรครับแค่นี้เอง พี่ขอตัวก่อนนะ”
“สวัสดีค่ะพี่มนัช” แสงจันทร์ไหว้คุณตำรวจหล่อล่ำแล้วรีบโทรไปหาเซบาสเตียน
“โอ๊ย ! หนูก็รักพี่ธีร์ค่ะ มันอะไร ยังไง ไหนเล่าสิ” แม้จะเลยเวลาเลิกงานแล้วแต่สุชาดาก็ยังปักหลักไม่ไปไหนเพราะอยากรู้ว่าเพื่อนสนิทไปทำอะไรที่กรุงเทพแต่บทสนทนาที่แอบฟังอย่างตั้งใจก็ทำให้ตกใจจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ก็ตามที่พูดไง ต้องให้แปลอีกเหรอ”
“แหวนอะไร !” สุชาดาเห็นแหวนเพชรวิบวับบนนิ้วมือก็ยิ่งตาโตเข้าไปใหญ่
“แหวนหมั้นน่ะ” แสงจันทร์ตอบ
“หมั้น !” สุชาดาทวนคำแล้วอ้าปากค้าง
“อืม … หมั้นแล้วค่อยแต่งทีหลัง”
“กรี๊ดดดดดดด … ขอโทษค่ะ จิ้งจกน่ะค่ะ จิ้งจกตกใส่” สุชาดากรีดร้องด้วยความอิจฉาแล้วก็รีบขอโทษเพราะลูกค้ารอบๆ ตกใจกับเสียงแปดหลอด
“ตอนแรกแกไม่สนใจเขาเลยไม่ใช่เหรอ”
“ก็เขาดีกับฉัน รักฉัน หลงฉันเหมือนฉันสวยประหนึ่งนางงามจักรวาล ใครจะใจแข็งอยู่ได้”
“โอ๊ยๆๆ อิจฉาๆๆๆ นั่นหมอธีร์เลยนะจันทร์ โปรไฟล์ดี ชาติตระกูลเริ่ด หน้าตายิ่งเริ่ด”
“ฉันก็ยังไม่เชื่อเลยส้ม ว่าจะโชคดีขนาดนี้”
“นี่ถ้ายัยอ้อมรู้นะ กรี๊ดลั่นเกาะแน่ๆ” แสงจันทร์พอจะนึกหน้าของอมราออกว่าจะอึ้งแค่ไหนเพราะยัยนั่นปลื้มคุณหมอฟันเอามากๆ แต่เสียใจนะจ๊ะ
เขาเป็นของฉันแล้ว
“ดีใจด้วยนะจันทร์ วี้ดดดด แกทำบุญด้วยอะไรเนี่ย” สุชาดาดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าแสงจันทร์เสียอีก
จะเรียกว่าบุญพาวาสนาส่งพรหมลิขิตหรืออะไรก็ตามแต่ สุชาดาคิดว่ามันสมควรที่สุดในสิ่งที่เพื่อนสนิทได้รับ แสงจันทร์เป็นคนจิตใจดีพูดดีไม่เคยว่าร้ายใครแถมชีวิตก็อาภัพเสียพ่อแม่ไปพร้อมกัน
“ขอบใจแกมากนะส้ม ฉันดีใจกว่าเดิมอีกที่เห็นแกดีใจขนาดนี้”
“ทำไมล่ะ ฉันก็ต้องดีใจสิ”
“ไม่ช้าไม่นานฉันก็คงต้องเลิกทำงานที่นี่ ไม่ด้วยเรื่องลูกก็เรื่องงานของพี่ธีร์”
“แล้วยังไงเหรอ” สุชาดาไม่เข้าใจ
“แกก็ต้องอยู่คนเดียวสิ นี่ยัยอ้อมก็ไปติดใจฝรั่งหัวทองอีก ตกกระไดพลอยโจนเพื่อนสนิทสองคนแต่งงานพร้อมกันแกคงเหงาน่าดู”
“เหงาอะไร ถ้าแกสองคนไปฉันได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอนแล้วพี่นันก็ต้องรับเด็กใหม่ ทีนี้ฉันก็ได้เชิดใส่พวกหน้าอ่อน”
“โอ๊ย ! จ้า แม่คุณแม่คนคิดบวกเหลือเกิน แกรีบกลับบ้านเปล่า”
“รีบแล้วจะมาดักรอไหม เข้าไปข้างในกัน”
“ถุงไรอ่ะ” แสงจันทร์ถาม
“เค้กน่ะ” สุชาดาตอบแล้วทำหน้าเบ้
“ลูกค้าให้เหรอ”
“หึ เขาให้” สาวน้อยทำปากคว่ำกว่าเดิมถึงแม้เพื่อนไม่เอ่ยชื่อแต่ท่าทางก็ทำให้แสงจันทร์เข้าใจว่าใครเป็นคนให้ของชิ้นนี้
“แกจะไปรังเกียจรังงอนอะไรเขาหนักหนาวะ”
“คนเจ้าชู้มาจีบก็ควรออกห่างไหม ถ้าประวัติดีแบบพี่ธีร์หรือพี่ป๊อกจะไม่เล่นตัวเลย แล้วมาคะขาจ๊ะจ๋าใส่ยิ่งทำให้ขนลุก”
“ก็เขาพูดแบบนั้นเป็นปกติแกจะขนลุกทำไม”
“เขาพูดคะขากับฉันคนเดียว”
“เพราะแกเป็นคนพิเศษไง”
“ดูแกเชียร์เขาจังเลยนะจันทร์”
“อยากให้แกลองเปิดใจดู เขาเป็นตำรวจนะไม่ทำลายอนาคตตัวเองหรอก ลองไปกินข้าวกับเขาก็ไม่เห็นเสียหาย”
“เป็นตำรวจแล้วก็เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนายหัวมาโนชไม่มีอะไรน่ากลัวเลยเนอะ ลูกเป็นตำรวจพ่อเป็นมาเฟียคุมเกาะ น่าคบน่าไปไหนด้วยสุดๆ”
“โอเค … ตามใจแกแล้วกัน” แสงจันทร์จนใจที่จะบังคับใจเพื่อน
“เชิญจ้ะ ตามสบายนะ” กอบสุขบอกด้วยเสียงสั่นๆ เพราะดำรงไม่ได้มาคนเดียวแต่พาเพื่อนมาอีกสองคน “คุณกอบจำเรื่องที่เคยบอกผมได้ไหมครับ” ดำรงถาม “จำได้จ้ะ เรื่องนั้นใช่ไหม” “คุณกอบต้องพูดให้ชัดเจนนะครับ กระซิบบอกผมคนเดียวก็ได้เพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นเพียงทางเดียวเท่านั้นคือคุณกอบยินยอม” “ฉันอยาก xxx” กอบสุขสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วเชิดหน้าบอกอย่างมั่นใจ เธอต้องการมันและไม่ใช่เรื่องผิดบาปใดๆ ที่ผู้หญิงอยากทำแบบนี้ หากมันไม่เดือดร้อนใคร ทำไมจะทำไม่ได้ เพื่อนๆ ของดำรงไม่รีรอเมื่อคนชวนมาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
♡ แรกๆ ก็เอ็นดู หลังๆ ก็อยากให้ดูเอ็น ♡ บางส่วนจากนิยาย: กิตตินอนมองเอมิลี่แต่งตัวอย่างเพลิดเพลินแล้วความคิดซุกซนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่อยากให้เธอใส่เสื้อผ้าเลยให้ตายสิ อยากถอดเสื้อจัง อยากถอดกางเกงด้วย ชุดชั้นในก็ไม่ต้องใส่หรอกบดบังของสวยๆ ทำไม “แล้วพี่โก้ไม่แต่งตัวเหรอคะ” “แต่ง … แต่งครับ รอเดี๋ยวเดียวนะ” กิตติต้องหยุดความคิดฟุ้งซ่านลงก่อน “พี่โก้ไม่อยากไปใช่ไหมคะ” เอมิลี่เดินกลับไปหาคนที่ยังไม่ลงจากเตียง “อยากครับ ไปสิไปกันเลย พี่แต่งตัวอึดใจเดียวก็เสร็จแล้ว” “ไม่จริงหรอกค่ะ ทำอยู่ตั้งนานกว่าพี่โก้จะเสร็จ” คำเตือน: มีการสูญเสีย มีเหตุการณ์สะเทือนใจ
เซิ่งหนานหยินเกิดใหม่แล้ว ชาติที่แล้ว เธอถูกชายชั่วหักหลัง ถูกชายเสแสร้งใส่ร้าย โดนครอบครัวสามีเล่นงาน จนทำให้เธอล้มละลายและเป็นบ้าไป ในท้ายที่สุด เธอเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเธอตั้งครรภ์ได้ 9 เดือน แต่คนร้ายกลับทำเงินได้มากมาย และใช้ชีวิตทั้งครอบครัวอย่างมีความสุข เกิดใหม่ครั้งนี้ เซิ่งหนานหยินคิดตกอล้ว อะไรที่ว่าพระคุณช่วยชีวิต คนรักในใจอะไรกัน ล้วนไม่ต้องไปสน เธอจะจัดการชายชั่วหญิงร้าย สร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลเก่าของตนเองขึ้นมาใหม่อีกครั้งและนำตระกูลเซิ่งไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ คนที่หยิ่งมาตลอดในชาติที่แล้ว กลับเป็นฝ่ายริเริ่มมาหาเธอ "เซิ่งหนานหยิน การแต่งงานครั้งแรกผมไม่ทัน การแต่งงานครั้งที่สองก็ต้องถึงคิวผมแล้วสินะ"
ตลอดระยะเวลาสามปีของการแต่งงาน เธอรู้สึกสิ้นหวัง ที่ถูกบังคับให้เซ็นใบหย่า ทั้งๆที่เธอกำลังท้อง เธอใจสลายกับความไร้มนุษยธรรมของเขา กระทั่งเธอออกไปจากชีวิตของเขา เขาเพิ่งรู้ตัวว่าเธอคือรักแท้ของเขา ไม่มีวิธีใดที่จะเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของเธอให้หายขาดได้ เขาจึงมอบความรักทั้งหมดของเขาให้แก่เธอเพื่อชดเชย
ในสายตาของเขา เธอเป็นคนขี้โกหก ในสายตาของเธอ เขาเป็นคนไร้หัวใจ เดิมทีถังหว่านคิดว่าเธอคือคนพิเศษหลังจากอยู่กับเสิ่นติงหลานมาสองปี แต่สุดท้ายก็พบว่าตัวเองเป็นแค่ของเล่นที่สามารถทิ้งได้อย่างตามใจเมื่อไม่มีค่าอีกต่อไป จนกระทั่งถังหว่านเห็นว่าเสิ่นติงหลานพาคนรักของเขาไปตรวจครรภ์ เธอจึงยอมแพ้แล้ว เธอหยุดติดตามเขาอีก แต่จู่ๆ เขากลับไม่ยอมปล่อยเธอไป "ถ้าคุณไม่เชื่อฉัน ทำไมคุณไม่ปล่อยฉันไปล่ะ?" ชายผู้เคยหยิ่งยะโสขนาดนั้น ตอนนี้ก้มหัวลงและขอร้องว่า "หวานหว่าน ฉันผิดไปแล้ว โปรดอย่าทิ้งฉันไป"
หลังจากแต่งงานได้ 2 ปี ในที่สุดเจียงเนี่ยนอันก็ตั้งครรภ์สักที ความดีอกดีใจของเธอแต่กลับแลกกับคำขอหย่าของสามี หลังจากการสมคบคิด เธอนอนในกองเลือด และต้องการขอร้องเขาให้ช่วยเด็กเอาไว้ แต่กลับไม่สามารถติดต่อกับอีกฝ่ายได้ ด้วยความสิ้นหวังเธอจึงออกจากประเทศไป ต่อมาในงานแต่งงานของเจียงเหนียนอัน คุณกู้เสียการควบคุมและคุกเข่าลง ดวงตาของเขาแดงก่ำ "มีลูกของฉัน แล้วเธออยากจะแต่งงานกับใครกัน?"
กู้ชิงเฉิงเชื่อมั่นมาตลอดว่าตราบใดที่เธอประพฤติตัวดี สักวันหนึ่ง เธอก็จะสามารถชนะใจมู่ถิงเซียวให้ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเสิ่นถัง รักแรกที่เขาคิดถึงมาตลอดกลับมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป กู้ชิงเฉิงเป็นคนว่าง่ายสอนง่ายจริงๆ เธอจัดงานแต่งงานด้วยคนเดียว และนอนคนเดียวในห้องผ่าตัดเพื่อรับการรักษาฉุกเฉิน มีข่าวลือว่าเธอบ้าไปแล้ว อันที่จริงเธอบ้าไปแล้วจริงๆ ที่รักใครสักคนอย่างไม่ละอายขนาดนี้ ต่อมา ทุกคนลือกันว่า กู้ชิงเฉิงป่วยหนักและกำลังจะเสียชีวิต มู่ถิงเซียวถึงสูญเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิง "ฉันไม่ปล่อยให้เธอตาย" แต่เธอกลับยิ้มอย่างนิ่งๆ ว่า "ดีจังเลย ฉันเป็นอิสระแล้ว" ใช่แล้ว ไม่ต้องการกู้ชิงเฉิงอีกแล้ว"
ผมต้องทำงานนอกเวลาทุกวันเพื่อหารายได้ประคองชีวิตและจ่ายค่าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง เนื่องจากฐานะครอบครัวยากจนและไม่สามารถส่งเสียผมเข้ามหาวิทยาลัยได้ และตอนเรียนที่มหาวิทยาลัย ผมก็ได้พบกับเธอ-สาวแสนสวยที่หนุ่มๆ ทุกคนในชั้นเรียนต่างก็ใฝ่ฝันถึง ไม่เว้นแม้แต่ผมเอง แต่ผมก็รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่คู่ควรกับเธอ ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมก็รวบรวมความกล้าสารภาพกับเธอจนได้ สุดท้ายผมนึกไม่ถึงว่าเธอจะยอมตกลงเป็นแฟนกับผม เธอบอกกับผมว่าอยากได้ของขวัญเป็นไอโฟนรุ่นล่าสุด ผมก็ไปรับงานซักเสื้อผ้าให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนเพื่อพยายามเก็บเงินซื้อให้เธอจนได้ และในที่สุดหนึ่งเดือนต่อมา ผมก็ซื้อมาได้จริง ๆ แต่ขณะที่ผมกำลังห่อของขวัญเพื่อนำไปมอบให้เธอ ก็พบว่าเธอกำลังมีอะไรกับหัวหน้าทีมฟุตบอลในห้องล็อกเกอร์ เธอเหมือนเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งผมไม่เคยรู้จักเลย เธอหัวเราะเยาะความโง่เขลาของผม เหยียดหยามศักดิ์ศรีของผม ปล่อยให้เขาซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นแฟนใหม่ของเธอไปแล้ว ทุบตีผม ผมนอนเจ็บอยู่บนพื้นอย่างสิ้นหวัง ต่อมา จู่ ๆ ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากพ่อ ตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของผมก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างกับหนัามือเป็นหลังมือ ใครจะไปรู้ว่า ผมเป็นลูกชายของมหาเศรษฐี