นักศึกษาสาวหัวกะทิแห่งศตวรรษที่21เกิดใหม่เป็นลูกเลี้ยงบ้านนางเอกนิยาย ทันทีที่ทะลุมิติเข้ามาดันอยู่ในฉากคันขับที่เธอกับวายร้ายหลักของเรื่องต่างเสียรู้ ถูกจับขึ้นเตียงด้วยกันเพื่อรอเวลาถูกเปิดโปง!
นักศึกษาสาวหัวกะทิแห่งศตวรรษที่21เกิดใหม่เป็นลูกเลี้ยงบ้านนางเอกนิยาย ทันทีที่ทะลุมิติเข้ามาดันอยู่ในฉากคันขับที่เธอกับวายร้ายหลักของเรื่องต่างเสียรู้ ถูกจับขึ้นเตียงด้วยกันเพื่อรอเวลาถูกเปิดโปง!
ตอนที่1 เกิดใหม่สู่โลกนิยาย
“ซี๊ดด…ปวดหัวชะมัด”
ซูหนี่สติตื่นขึ้นท่ามกลางภวังค์ความเจ็บปวด
ทั้งเนื้อทั้งตัวร้อนรุ่มเสมือนร่างกายกำลังแตกสลายออกเป็นเสี่ยง กระแสความปวดระบมเจือผสมอาการชาที่แตกกิ่งก้านกระจายไปทั่วทั้งแขนและขา
ซูหนี่ปวดหนึบจนต้องนวดคลึงขมับอย่างช้าๆ ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมองโลกตรงหน้า สภาพการณ์โดยรอบภายในห้องนั้นมืดมิดไปหมด ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาเพิ่มความชัดเจนได้ ในที่สุดก็มองเห็นสิ่งผิดวิสัยบางอย่างที่อยู่ร่วมเตียงเดียวกัน…
เธอถึงกับตกใจตาค้าง และพลันหายใจไม่ทั่วท้องชั่วขณะ
เวลานี้ซูหนี่กำลังนอนร่วมเตียงอยู่กับชายหนุ่มผู้หนึ่ง ร่างกายเปลือยเปล่าของเขาเผยให้เห็นมัดกล้ามล่ำสันแข็งแกร่งอยู่ต่อหน้าชัดเจน
วินาทีนั้น ซูหนี่แทบกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ นับว่ายังโชคดีที่เธอมีสติยั้งหยุดไว้ได้ทัน อึดใจต่อมาจึงเร่งพลิกตัวกระโจนหนีห่างเตียงโดยเร็ว
เนื่องเพราะเป็นเตียงเดี่ยวขนาดหนี่งคนนอน พื้นที่จึงค่อนข้างเล็กมาก แต่นี่ยังมีชายหนุ่มร่างกำยำมานอนจับจองพื้นที่อีก จึงยิ่งส่งผลให้ร่างเปลือยเปล่าของคนทั้งสองต้องแนบชิดติดกันยิ่งขึ้น โชคดีที่ซูหนี่เป็นหญิงสาวร่างเพรียวบาง ช่องว่างระหว่างเธอและเขาจึงยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง…
ร้อยพันความคิดแล่นผ่านอยู่ในหัวของซูหนี่จนโกลาหลไปหมด เธอพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่? จังหวะเดียวกันนั้น ชุดความทรงจำแปลกประหลาดพลันทะลักทลายไหลสู่สมองของเธอดุจกระแสน้ำที่ทั้งรุนแรงและไร้ปราณี ประหนึ่งคมเข็มที่กระหน่ำทิ่มแทงเข้าใส่
หลังจากนั้นไม่นาน ซูหนี่ก็ถึงกับถอนหายใจเหยียดยาว เสมือนเรื่องราวชวนฝันกลางวัน แต่ดันเกิดขึ้นจริง นี่เธอทะลุมิติมาเกิดใหม่ในนวนิยายที่เคยอ่าน ซึ่งมีชื่อเรื่องว่า ‘ลุ้นรักผู้บัญชาการสุดแกร่ง’
แต่พูดก็พูดเถอะ เจ้าของร่างเดิมที่เธอทะลุมิติเข้ามาสวมบทบาทนั้น เส้นทางชีวิตของเธอสุดแสนจะรันทดเสียยิ่งกว่าอะไรดี
ซูหนี่เป็นบุตรสาวบุญธรรมของบ้านตระกูลกู่ พ่อบุญธรรมของเธอมีชื่อว่า กู่กั๋วเฉิง เขาคนนี้เคยบอกกับเธอตั้งแต่ยังเด็กว่า พ่อแม่บังเกิดเกล้าของเธอเสียชีวิตระหว่างทำภารกิจ ปฏิบัติการในครั้งนั้นเหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะประสบความสำเร็จแล้ว แต่ท้ายสุดกลับต้องล้มเหลวอย่างน่าใจหาย เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เธอจึงคาดเดาเอาว่า พ่อแม่ที่แท้จริงของเธอคงจะเป็นสายลับ หรือไม่ก็ทำงานให้กับทางรัฐบาล
ทว่าในความเป็นจริง ภายนอกกลับมีข่าวลือหนาหูว่า พ่อแม่บังเกิดเกล้าของซูหนี่หายตัวไปอย่างลึกลับ ทอดทิ้งลูกของตัวเองโยนภาระให้ครอบครัวอื่นรับเลี้ยง และเวลานี้ก็หนีไปไหนต่อไหนไม่มีผู้ใดทราบ
เพราะความเห็นแก่ตัวของทั้งคู่ เธอจึงกลายมาเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ไม่ต้องการ
ภายใต้เสียงซุบซิบนินทาเหล่านั้นที่ต้องทนฟังมานานหลายปี ทำให้ซูหนี่รังเกียจพ่อเป็นแม่แท้ๆของตนเองเข้ากระดูกดำ ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของครอบครัวตระกูลกู่เสียยิ่งกว่าอะไรดี ที่ยอมรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างเธอ มิหนำซ้ำยังไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนใดๆอีกด้วย
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกสายลับ จะมีใครกล้าเสี่ยงรับเลี้ยงเธอเป็นลูกบุญธรรมล่ะ?
ด้วยความซาบซึ้งและรู้สึกนับถือน้ำใจอีกฝ่ายเรื่อยมา ซูหนี่จึงยินดีทำงานหนักเยี่ยงวัวควายอยู่ในบ้านตระกูลกู่ และยินยอมทำทุกอย่างเพื่อให้น้องสาวบุญธรรมของเธอ กู่หวานหวาน ได้มีอนาคตอันสดใสที่สุด
กู่หวานหวานคือนางเอกของนิยายเรื่องนี้ เส้นทางชีวิตของเธอล้วนโรยด้วยกลีบกุหลาบ มีแต่ความสมหวังดังใจนึก ประหนึ่งว่าชะตาชีวิตของหญิงสาวคนนี้เกิดมาพร้อมกับดาวนำโชค หากเปรียบกับตัวละครสมทบอย่างซูหนี่แล้ว ตัวเธอก็เป็นเพียงแค่ผงธุลีเล็กๆที่อยู่ตามพื้นดินเท่านั้น
ไม่ว่ากู่หวานหวานจะชี้นิ้วให้เดินไปทางใด เจ้าของร่างเดิมก็เต็มใจเดินไปด้วยความยินดี แม้เบื้องหน้าจะเป็นนรกก็ตาม…
นึกถึงเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ ซูหนี่ก็ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ขณะเดียวกันยังเหลือบมองชายร่างเปลือยที่อยู่ข้างๆเธอ
เซิ่งเต๋าอัน
วายร้ายหลักประจำนิยายเรื่องนี้
ภายในห้องที่มืดสลัว มีม่านหน้าต่างบานหนึ่งเปิดแง้มเป็นช่องอยู่เล็กน้อย จึงมีแสงสว่างทอดส่องเข้ามาได้ ทำให้ซูหนี่พอมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งที่กำลังนอนหลับตาอยู่แท้ๆ แต่ก็ยังไม่อาจปกปิดความหล่อเหลาเย็นชาของเขาได้เลย ขนตาโค้งงอนเรียงตัวสวยงามเสียยิ่งกว่าผู้หญิง สันจมูกสูงโด่งกำลังพอดี ทรงกรามลึกตัดกับใบหน้าสวยงามนั้น เมื่อแรกเห็นเผยแสดงถึงความเย็นชาสูงส่งประหนึ่งคุณชายจากตระกูลใหญ่
ด้วยทรงไหล่ที่กว้างแกร่งกับเอวที่คอดราวกับนายแบบ มิหนำซ้ำยังมีกล้ามท้องมัดแน่นเปรี๊ยะ ทำให้ชายผู้นี้ดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติประหนึ่งงานศิลป์ชั้นเอก!
ไหนจะรอยแผลเป็นฉกรรจ์สองเส้นบนแผ่นอก ลักษณะบาดแผลเป็นเส้นบางคล้ายถูกกรีดแทงเป็นทางยาว สังเกตจากสีที่ยังแดงไม่ตกสะเก็ด น่าจะแผลที่เพิ่งเกิดสดๆใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม รอยแผลเหล่านั้นกลับไม่สามารถลดทอนคุณค่าของชายผู้นี้ให้ดูด้อยลงได้แต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเพิ่มรัศมีความดุดันน่าหวาดกลัวให้กับเขา จนกลายมาเป็นเสน่ห์ดึงดูดอย่างหนึ่งไปโดยปริยาย
ว่าแต่นี่เกิดอะไรขึ้นกับเธอและเขากันแน่…
ทันทีที่นึกออก ประกายตาของซูหนี่ก็ฉายสว่างวูบวาบ ทั้งหมดต้องขอบคุณสองแม่ลูกคู่งามไส้อย่างหลัวจุนฮวาซึ่งเป็นแม่บุญธรรมของเธอ และกู่หวานหวาน น้องสาวผู้แสนดี๊แสนดีของเธอ!
เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดครบรอบอายุ 18 ปีของซูหนี่ และหลังจากวันนี้เป็นต้นไป เธอก็จะได้รับที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดที่พ่อแม่แท้ๆของตนเองทิ้งไว้ให้
และนี่ก็คือสิ่งที่ครอบครัวตระกูลกู่หมายปองมาโดยตลอด แต่อีกด้าน คิดจะทำการใหญ่ย่อมต้องระแวดระวัง หากใช้ไม้แข็งบังคับข่มขู่กันตรงๆ อาจต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน ถูกคนพวกนั้นกล่าวหาว่ารังแกเด็กกำพร้า ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงคิดหาวิธีบ่อนทำลายชื่อเสียงของเธอแทน และอาศัยช่องโหว่ดังกล่าวเป็นข้ออ้างขับไล่เธอให้พ้นบ้านตระกูลกู่ เพียงเท่านี้ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ซูหนี่ควรจะได้ ก็จะตกเป็นของบ้านตระกูลกู่โดยชอบธรรม
ซึ่งวิธีบดขยี้ชื่อเสียงเธอให้ปนปี่ยับเยินก็ช่างง่ายดายนัก แค่จัดฉากร่วมรักสุดฉาวโฉ่ขึ้นมาก็สิ้นเรื่อง และชายผู้โชคดีที่จะต้องมาเป็นคู่นอนของเธอนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเซิ่งเต๋าอัน
ตราบใดที่ซูหนี่ต้องโทษมีคดี แอบลักลอบมีสัมพันธ์สวาทกับชายที่ไม่รู้จักแล้วล่ะก็ ภายใต้แรงกดดันของผู้คนในสังคมรอบข้าง ยังไงซะเธอก็ไม่มีหน้าทนอยู่ในหมู่บ้านหยุนเฉิงแห่งนี้ได้อีกต่อไปอย่างแน่นอน
“ฉันรู้นะว่าคุณไม่ได้หลับ”
ซูหนี่พ่นลมผ่านลำคอแผ่วเบา กลายเป็นเสียงแหบพร่าเมื่อเปล่งออกมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซิ่งเต๋าอันก็ลืมตาตื่นขึ้นทันที โผล่พรวดพุ่งขึ้นคว้าลำคอของซูหนี่ไว้อย่างว่องไว ประกายตาดุจสัตว์ป่าน่าสะพรึงกลัวของเขาฉายแสงเย็นยะเยือก พร้อมเปล่งคำสั้นๆแต่ดุดันยิ่งว่า
“ถ้ารู้ดีนักก็พูดมา วางยาจัดฉากกันแบบนี้ เธอต้องการอะไร!?”
ซูหนี่ตะเกียกตะกายคว้าจับท่อนแขนของเขาไว้ ปากก็ร้องสำลักรุนแรงเจียนขาดอากาศหายใจ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาติดขัดพูดได้กระท่อนกระแท่น
“ปล่อย…ปล่อยก่อน…”
ใจเย็นก่อนพ่อหนุ่ม!
เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด พบเจอกันครั้งแรกก็ลงมือลงไม้คุกคามกันขนาดนี้
สมแล้วที่เป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง!
แววตาความเหี้ยมโหดที่ชายผู้นี้ครอบครองนั้น ดุดันเยี่ยงสัตว์ป่าอย่างแท้จริง ถูกรัศมีตัวร้ายสุดแสนเย็นชาแผ่ครอบคลุมกดดันหนักหน่วงเช่นนี้ ทำเอาซูหนี่ถึงกับสั่นกลัวเกินหักห้าม กังวลว่าตนเองจะต้องมาจบชีวิตคามืออีกฝ่ายเสียก่อนหรือไม่?
“ไม่ใช่…ฉันไม่…ฉันไม่ได้ทำ ฉันเองก็…ตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน!”
ซูหนี่รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ฝืนพูดตะกุกตะกักจนจบ ใบหน้าของเธอผลัดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจ แต่ถึงอย่างนั้น สายตาทั้งคู่ของเธอยังคงใสสว่างเฉียบคมเต็มไปด้วยความหนักแน่น
ไร้ซึ่งร่องรอยความผิดปกติฉายผ่านสายตาคู่นั้น ท้ายที่สุด เซิ่งเต๋าอันจึงยอมผ่อนแรงปล่อยมือลง แต่ก็จับร่างของหญิงสาวเหวี่ยงทุ่มลงบนเตียงแทน
ถัดมา เขาจึงค่อยก้มเดินเก็บเสื้อผ้าของตนที่กระจัดกระจายอยู่เกลื่อนพื้นขึ้นมาทีละชิ้นสองชิ้น ทุกอากัปกิริยาการเคลื่อนไหวของเขาล้วนมีราศีสง่างาม เสมือนบุรุษผู้สูงศักดิ์ก็ไม่ปาน
น้ำเสียงของเขายังคงรักษาความเย็นชาไว้เต็มเปี่ยม เร้นซ่อนแววคุกคามเป็นภัยแฝง
“ก่อนที่ผมจะแต่งตัวเสร็จ หวังว่าจะได้ยินคำตอบที่รื่นหู”
“โอ้ อืม…”
ซูหนี่สะดุ้งตื่นจากภวังค์ เห็นอีกฝ่ายกำลังสวมใส่เสื้อผ้าอยู่ต่อหน้า วินาทีนั้นเธอก็เกือบจะเคลิบเคลิ้มตาม
เธอยังพอจดจำเนื้อหาในนวนิยายเรื่องนี้ได้ลางๆ กู่หวานหวานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐประจำสหพันธ์สตรีในเขตอำเภอชิงไห่ ต่อมา เธอมีภารกิจต้องเดินทางไปที่โรงงานเหล็ก เพื่อเข้าแสดงความเสียใจต่อการตายของสหายหญิงเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่บังเอิญเกิดเหตุเพลิงไหม้จากหม้อต้มแรงดันระเบิด ในเวลาต่อมา ทหารหนุ่มสองนายอย่างเซิ่งเต๋าอันและเฉินหยุนถิงก็ได้ฝ่าทะเลเพลิงบุกเข้าไปช่วยเธอออกมาได้
วีรบุรุษผู้กอบกู้ชีวิตมีถึงสอง แต่คนหนึ่งพยายามแทบตายกลับได้เพียงคำขอบคุณ ส่วนอีกคนอย่างเฉินหยุนถิงที่กู่หวานหวานแอบชื่นชอบมานาน เธอถึงขั้นเดินทางไปพบอีกฝ่ายที่กองพันซึ่งเขาสังกัดอยู่ เพื่อส่งมอบสินน้ำใจตอบแทนให้เป็นการส่วนตัว
ทางฝั่งเซิ่งเต๋าอันนั้น หลัวจุนฮวาได้เอ่ยปากเสนอขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารให้แก่เขาเพื่อตอบแทนน้ำใจ และหวังว่าหลังจากนี้จะไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก ระหว่างที่มื้ออาหารดำเนินไปตามปกตินั้น หลัวจุนฮวาที่ในหัวได้วางแผนการตระเตรียมไว้แล้ว ในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังเผลอ เธอก็ได้แอบใส่ยาบางชนิดลงไปในอาหาร จากนั้น ก็จับซูหนี่และเซิ่งเต๋าอันขังไว้ในห้องเดียวกัน
จากเนื้อเรื่องในตอนนี้ แสดงว่าคนกลุ่มนั้นใกล้จะมาถึงที่นี่เพื่อจับผิดเธอกับเขาแล้วสินะ?
ทันทีที่คิดได้เช่นนั้น ซูหนี่ก็ขมวดคิ้วและเร่งอธิบายโดยเร็ว
“ทั้งหมดเป็นฝีมือของแม่บุญธรรมฉันเอง ทั้งหมดที่เธอทำลงไปก็เพื่อต้องการทำลายชื่อเสียงของฉัน ส่วนคุณก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ติดรากแหไปด้วยเท่านั้น!”
เซิ่งเต้าอันไล่ติดกระดุมชุดเครื่องแบบทหารทีละเม็ดอย่างใจเย็น ปากก็เอ่ยตอบกลับสั้นๆอย่างไม่แยแส
“แล้ว?”
แล้ว..งั้นเหรอ?
ซูหนี่ถึงกับแอบกลอกตามองค้อนใส่อีกฝ่าย และเร่งขยายความต่อ
“แม่บุญธรรมของฉันกำลังพากู่หวานหวานกับเฉินหยุนถิงมาที่นี่น่ะสิ นี่ก็คงใกล้จะมาถึงกันแล้ว! สองคนนั้นพยายามจัดฉากใส่ความพวกเราเพื่อสร้างความเข้าใจผิด! ถ้าถูกจับได้ขึ้นมา พวกเราสองคนมีแต่เสียกับเสีย!”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เซิ่งเต๋ากลับไร้ปฏิกิริยาใดๆ เพียงแค่โยนกองเสื้อผ้าของเธอให้อย่างลวกๆเท่านั้น
“ปากบอกไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิด แต่ตัวเองยังไม่รีบใส่เสื้อผ้า?”
เขาพูดขึ้นอย่างใจเย็น
“นี่คุณ…”
ซูหนี่เขินอายสุดขีดจนใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู กวาดตามองเรือนร่างขาวนวลดุจหิมะที่เปลือยเปล่าของตนเอง จะมีก็เพียงแค่ผ้าห่มผืนบางที่ปกคลุมอยู่เท่านั้น ซ้ำร้ายยังมีรอยจ้ำสีแดงปรากฏอยู่ตามเนื้อตามตัวหลายแห่งด้วย
เธอพ่นเสียงกระแทกใส่ทั้งเศร้าสลดระคนหงุดหงิด แต่ไม่คิดจะร้องขอให้เซิ่งเต๋าอันออกหน้ารับผิดชอบอันใดเช่นกัน
อย่าได้ลืมเชียวว่า ชายหนุ่มตรงหน้าเธอนั้นคือใคร?
นี่มันตัวร้ายหลักประจำนิยายเรื่องนี้!
ในเวลาเดียวกัน… จู่ๆพลันมีเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ดังอยู่นอกประตู และกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา
แววตื่นตระหนกพลันโฉบแล่นผ่านดวงตาทั้งคู่ของซูหนี่ทันที!
อดีตนักฆ่าสาวอันดับหนึ่ง ผู้มีใจคอโหดเหี้ยมได้ทะลุมิติอยู่ในร่างสาวน้อยรูปโฉมอัปลักษณ์ ที่ทุกคนต่างสาปส่งและรังแกสารพัด!
จากอดีตนักล่าซอมบี้ในวันสิ้นโลกต้องผันตัวเป็นสาวน้อยชาวไร่สุดแกร่งที่ต้องช่วยแม่และน้องสาวให้รอดพ้นจากญาติพี่น้องมหาภัยและความยากจน เปิดธุรกิจร่ำรวยใหญ่โตเอาให้เหลือกินเหลือใช้ไปทั้งชาติ!
เธอถูกย่าแท้ๆฆ่าตายตอนอายุ6ขวบ กลายเป็นผีเร่ร่อนเฝ้าดูอนาคตและจุดจบของทุกคนที่รักอย่างเจ็บแค้น ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ก็เพื่อแก้ไขทุกสิ่ง! แต่เอ๊ะ?คุณแม่ผู้ขี้ขลาดคนนั้นแข็งแกร่งขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?!
หลินจิงซู หญิงสาวผู้ล้มเหลวทุกอย่างในชีวิตเพราะครอบครัวเฮงซวย เธอย้อนเวลาไปยังปี1990 อาศัยความรู้ในโลกอนาคตเพื่อเก็บเกี่ยวโอกาสทางธุรกิจ ก่อร่างสร้างตัวจนมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อบดขยี้ทุกคนที่เคยรังแก!
เรื่องราวการผจญภัยของอดีตสายลับนักฆ่า ที่ทะลุมิติมาเป็นแม่ผู้ชั่วร้าย ทั้งยังต้องร่วมเดินทางกับเด็กน้อยผู้แสนใสซื่อในโลกที่ผู้คนใช้พลังลมปราณ อันตรายมีทั่วทุกหนแห่ง แล้วพวกเขาจะเอาชีวิตรอดได้หรือไม่?!
จากชายหนุ่มที่บังเอิญได้รับมรดกตกทอดของบรรพชนสกุลเฉินเพราะอุบัติเหตุ และในที่สุด จากลูกเขยที่ไร้ค่าไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง กลับกลายมาเป็นหมอเทวดาที่มีทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศยิ่ง
"นางเป็นบุตรีผู้สูงศักดิ์ของฮูหยินเอกของจวนเสนาบดี นางมีหน้าตาโดดเด่น ทั้งอ่อนโอนและมีน้ำใจไมตรีต่อผู้อื่น แต่... นางทำดีต่อป้าของนาง นางกลับฆ่าแม่ของนางตาย นางรักเอ็นดูน้องสาวของนาง แต่น้องสาวกลับแย่งสามีของนางไป นางคอยสนับสนุนและดูแลสามีของนางอย่างสุดหัวใจ แต่สามีกลับทำให้นางตายทั้งกลม...ตระกูลฝ่ายมารดาของนางก็ถูกประหารชีวิตทั้งตระกูลด้วย นางตายตาไม่หลับและสาบานว่าหากมีชาติหน้า นางจะไม่เมตาตาต่อใครอีก ใครก็ตาม กล้ามาทำร้ายข้า ข้าจะล้างแค้นด้วยชีวิตทั้งตระกูลของพวกเจ้า เมื่อเกิดใหม่อีกครั้ง นางอายุได้สิบสี่ปี นางสาบานว่าจะต้องเปลี่ยนชะตากรรมและแก้แค้นชาติก่อน ป้านางใจ้ร้าย นางจะใจร้ายกลับยิ่งกว่านาง นางคิดจะได้ครองตำแหน่งฮูหยินงั้นเหรอ บอกเลยไม่มีทาง! ส่วนน้องสาวชอบผู้ชายชั่ว ๆ นักไม่ใช่หรือ ได้!ข้าจะยกให้เลย ส่วนชายชั่วนั่น ข้าจะทำให้เจ้าไม่สามารถมีทายาทได้อีกตลอดทั้งชาติ!แต่ข้าจะแก้แค้น เหตุใดเจ้าต้องมาช่วยข้าด้วย?"
หลังผ่าตัดนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งนั้น นางวูบหมดสติและเสียชีวิตลงไป ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ก็อยู่ในร่างของคุณหนูปัญญาอ่อนที่มีชื่อเดียวกันผู้นี้เสียแล้วทั้งยังจำอดีตชาติยามเป็นปรมาจารย์เต๋าได้อีกด้วย +++ 1 : ไล่ออกจากอารามไท่ผิงกวน แคว้นจิ้น ราชวงศ์เซวียน อารามไท่ผิงกวน “ไป ๆ อาจารย์ขับไล่พวกท่านออกจากอารามแล้ว อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก” “ศิษย์พี่รองรีบปิดประตูเร็วเข้า !” ตุบ ! ห่อผ้าสองห่อถูกโยนออกมาจากประตูอาราม ปัง ! ตามด้วยเสียงปิดประตูลงสลักอย่างหนาแน่น สตรีนางหนึ่งยืนตัวตรงเป็นสง่า เสื้อผ้ากับเส้นผมของนางปลิวไสวดั่งไผ่ลู่ลม หลินซือเยว่เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่ออารามไท่ผิงกวนด้วยสายตาเลื่อนลอย อาศัยอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้วนะ บางครั้งนางเองก็ลืมเลือนวันเวลาไปเหมือนกัน “คุณหนูเจ้าคะ ศิษย์น้องทั้งสองของท่านทำเกินไปแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดถึงไล่พวกเราสองคนออกจากอารามได้เล่า” เผิงฉือกระทืบเท้าเบา ๆ ตรงไปฉวยห่อผ้าทั้งสองบนพื้น ขึ้นมาคล้องแขนตัวเองไว้ “หากไม่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ศิษย์น้องทั้งสองคงไม่กล้าขับไล่ข้าออกจากอารามหรอก” น้ำเสียงของนางสงบนิ่งฟังแล้วสบายหูยิ่งนัก หาได้มีความโกรธเกลียดแต่อย่างใด “นั่นรถม้า” นิ้วเรียวสวยชี้ไปยังรถม้าคันที่มีคนนั่งเฝ้าอยู่ “ป้าเผิงไปถามดูว่าใช่รถม้าของเราหรือไม่” เผิงฉือไม่รอช้ารีบตรงไปหาคนเฝ้ารถม้าที่อยู่ใต้ต้นไผ่ในทันที ไม่ช้านางก็กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มนิด ๆ “เป็นรถม้าของเราจริง ๆ เจ้าคะคุณหนู คนขับบอกว่าเป็นคนของตระกูลหลินเจ้าค่ะ ได้รับคำสั่งจากท่านพ่อของคุณหนู ให้มารับคุณหนูกลับตระกูลหลินเพื่อไปแต่งงานเจ้าค่ะ” “กลับไปแต่งงานนี่เอง” นางเอ่ยเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ หันหลังกลับไปทางประตูอาราม ประสานมือค้อมตัวคำนับลาอาจารย์ เผิงฉือเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะคำนับตามนางไม่ได้ ภายในอารามไท่ผิงกวน “อาจารย์เหตุใดถึงไม่บอกลากับศิษย์พี่ใหญ่ไปตรง ๆ ล่ะ ทำเช่นนี้นางไม่โกรธท่านไปจนวันตายเลยรึ” เหอกุ้ยแม้มีอายุยี่สิบแปดปีแล้ว ทว่าเขากราบเป็นศิษย์เจ้าอาวาสชุนหวังเหล่ยหลังสตรีผู้นั้น จึงได้เป็นเพียงแค่ศิษย์พี่รองเท่านั้น “นั่นสิอาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่นางไม่เคยออกจากอารามไปไหนไกล ท่านทำเช่นนี้ไม่ใช่ขับไล่นางไปสู่ความตายหรอกรึ” จางเจียเฟิ่งเห็นด้วยกับศิษย์พี่รองของเขา “ให้มันน้อย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่ทั้งสอง พวกเจ้าคิดว่าอารามไท่ผิงกวนแห่งนี้ สามารถอยู่รอดมาได้เพราะใครกัน หากไม่ใช่เพราะฝีมือของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้า เห็นนางเงียบ ๆ แบบนั้น ความคิดนางกว้างไกลยิ่งนัก อาจารย์อย่างข้ายังเทียบนางไม่ติดด้วยซ้ำไป” เจ้าอาวาสชุนปีนี้อายุอานามปาเข้าไปหกสิบห้าปีแล้ว ทว่าร่างกายยังแข็งแรง อารามเต๋าแห่งนี้มีวิถีแบบไม่เคร่งครัด ใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาสผู้หนึ่ง สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ “อาจารย์นางอยู่ในอารามวาดยันต์กันภัยให้ชาวบ้านที่มากราบไหว้ ตั้งโต๊ะรักษาโรคภัยให้ผู้คนในตัวอำเภอฝู แต่หนนี้นางต้องกลับบ้านไปเพื่อแต่งงาน นางบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้นมิถูกสามีจับกลืนกินจนไม่เหลือกระดูกหรอกรึ” เหอกุ้ยนึกภาพเทพเซียนผู้สูงส่งอย่างหลินซือเยว่ หากต้องร่วมเตียงกับบุรุษหยาบกระด้าง เพียงเท่านั้นเขาก็ทำใจไม่ได้จริง ๆ แทบอยากจะไปแย่งตัวศิษย์พี่ใหญ่ของตัวเองกลับคืนมา “เลิกคร่ำครวญได้แล้ว กลับไปกวาดลานอารามกับตรวจดูน้ำมันตะเกียงให้เรียบร้อย ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าไม่อยู่ เจ้าทั้งสองต้องรีบร่ำเรียนศึกษาหาความรู้ อารามไท่ผิงกวนจะได้เจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าต่อไปได้” เจ้าอาวาสชุนทำเสียงดังใส่ลูกศิษย์ทั้งสอง “ไป ๆ ข้าจะสวดมนต์” โบกมือไล่ทั้งคู่ให้ออกจากห้องสวดมนต์ไป เจ้าอาวาสชุนรีบลุกไปปิดประตูลั่นกลอน ท่าทางลุกลี้ลุกลนจนผิดปกติ ย่องเบา ๆ ไปที่ใต้เตียงนอน ดึงหีบไม้เก่าเก็บออกมา ครั้นกดสลักเปิดออก ก็พบตั๋วเงินจำนวนสามพันตำลึงอยู่ในนั้น ตระกูลหลินที่ไม่ได้บริจาคน้ำมันตะเกียงมาหลายปี จู่ ๆ ก็ส่งตั๋วเงินมาให้ พร้อมกับขอรับคนกลับไปเพื่อแต่งงาน ช่วงนี้ชาวบ้านมาทำบุญที่อารามน้อยลง หลินซือเยว่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนาง ถึงไม่ยอมลงจากอารามไปรักษาผู้คน รายได้เลยหายหดแทบจ่ายอาหารการกิน(สุรานารี)ไม่พอ ตั๋วเงินสามพันตำลึงนี่มาได้ทันเวลาพอดี ! แครก ๆ ๆ ๆ เสียงกวาดลานหน้าอารามดังขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นของเหอกุ้ย “ข้ารู้ว่านางเก่งเอาตัวรอดได้ ข้าเพียงไม่อยากให้นางไปก็เท่านั้น” “ศิษย์พี่รองท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ไม่ใช่ว่ามีแต่นางที่ต้องแต่งงานมีครอบครัว ท่านเองก็เถอะที่บ้านส่งคนมารับทุกปีไม่ใช่รึ” จางเจียเฟิ่งรู้ดีว่าตนและเหอกุ้ย ถูกครอบครัวลงโทษด้วยการส่งมาอยู่ยังอารามแห่งนี้ ทว่าเพียงชั่วคราวเท่านั้น “ตัวข้านั้นไม่เป็นไรหรอก เจ้านั่นแหละศิษย์น้องสาม ข้าได้ยินว่าที่บ้านของเจ้า เพิ่งหาคู่หมั้นหมายคนใหม่ให้เจ้าอีกคนแล้วไม่ใช่รึ” สองศิษย์พี่น้องหยุดกวาดลานอาราม แล้วหันหน้าไปมองตากัน จากนั้นพวกเขาก็ถอนหายใจดัง ๆ พร้อมกัน ไม่มีศิษย์พี่ใหญ่อยู่ด้วย นับจากนี้ไปยามทำความผิดใครจะออกหน้าคอยช่วยเหลือ ยามเงินหมดใครจะให้หยิบยืม ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งไม่สบายใจเป็นอย่างมาก บนถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง รถม้าไม้ธรรมดาไม่เล็กไม่ใหญ่ ไร้ป้ายชื่อตระกูลบอกกล่าว คล้ายไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ด้านในเป็นใคร เผิงฉือพยายามหลอกถามคนขับรถม้าอยู่หลายหน ถึงสถานการณ์ของตระกูลหลินในยามนี้ นางไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนไม่รู้จักใครสักคน คนขับรถม้าตอบว่า เขามีหน้าที่มารับคุณหนูรองกลับบ้านเท่านั้น เรื่องอื่นนั้นเขาไม่รู้จริง ๆ “ได้ถามหรือไม่ ใช้เวลากี่วันในการเดินทาง” หลินซือเยว่เอ่ยเสียงเนิบ ๆ “ถามแล้วเจ้าค่ะ เขาบอกว่าราว ๆ สิบวันก็ถึงเมืองหลวงแล้ว” “สิบวันเชียวรึ” หลินซือเยว่มองห่อผ้าที่วางอยู่ด้านข้าง มีเพียงของใช้จำเป็นของนางไม่กี่ชิ้น พร้อมกับก้อนเงินจำนวนห้าสิบตำลึง “คงต้องแวะซื้อของในอำเภอฝูเสียก่อน” เผิงฉือรีบเปิดม่านบอกกับคนขับรถม้า แต่เขากลับทำเสียงฮึดฮัดคล้ายไม่พอใจ “เสียเวลาเดินทางเปล่า ๆ” น้ำเสียงเขากระด้างกระเดื่อง
ดีแลนถอนหายใจแรงๆ รีบเดินเข้าไปในคลับชั้นสูง สถานที่นัดหมายเพื่อเจรจาธุรกิจ และคู่ค้าของเขา เลือกสถานที่แห่งนี้สำหรับการเจรจา รอยยิ้มเย็นชาประทับอยู่บนมุมปากได้รูป ตลอดทางที่เดินเข้าไปด้านในบรรยากาศเหมือนเดิม คลับไหนๆ ก็เหมือนกันหมด เป็นแหล่งที่คนรุ่นใหม่ใช้เป็นที่ปลดปล่อย หาความสนุกใส่ตัวเอง แตกต่างที่เฟอร์นิเจอร์และการตบแต่ง ที่เหมือนกันจนแยกไม่ออก ทุกๆ คลับจะต้องมีผู้หญิงสาว สวยไว้คอยให้บริการ สำหรับสกายล์ฮอลล์ แห่งนี้ ตัวเจ้าของคือณรงค์ ดีแลนรู้จักเป็นอย่างดี เมื่อสองหนุ่มเรียนมาด้วยกัน ตั้งแต่ประถม จนถึงระดับวิทยาลัย’ มีผู้หญิงสาวสวยหลายคนพยายามส่งสายตาให้ จนดีแลนเริ่มรำคาญ “Hi!” มีใครบางคนโบกมือเรียก ชายผู้นั้นลุกขึ้นยืนและส่งเสียงทัก ดีแลนเพ่งมอง เขาส่งยิ้มให้ เมื่อคนคนนั้นคือคู่ค้าคนสำคัญของเขานั่นเอง อดัม เทียร่า นักธุรกิจลุกครึ่งจีน-โปรตุเกต ชายผู้นี้กำลังสนใจ และอยากร่วมทุนในโครงการใหม่เอี่ยมของ หวังเทียนกรุป เกี่ยวกับโครงการพัฒนาพลังงานทางเลือกใหม่ ชายหนุ่มโบกมือรับ เขามองฝ่าความมืด เพื่อหาทางเดินไปยังโต๊ะ VIP เพลงคลาสสิคดังเบาๆ บรรยากาศสลัวๆ เหมาะสำหรับทำอย่างอื่นมากกว่าการเจรจาทางธุรกิจ แต่เมื่อคู่ค้ามีความต้องการแบบนี้ ดีแลนก็เลี่ยงไม่ได้ เขาไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย... เหม็นทั้งควันบุหรี่ และกลิ่นเหม็นหืนอื่นๆ จนแทบจะสำลัก “คุณมาช้า” อดัมบ่น เขาเสือกแก้วบรั่นดีให้กับคนมาใหม่ “ขอโทษครับ ผมไม่ชินทางนักเลยหลงทางเพราะต้องใช้ตัวช่วย” ดีแลนไม่ได้ขยาย เขาหลงทางเพราะวิ่งตามคำชี้นำของแอพพิเคชั่นตัวหนึ่ง กว่าจะรู้ตัวว่าออกนอกเส้นทาง ก็เตลิดไปไกลเกินกว่าจะวกรถกลับมา สาเหตุเพราะเขาทิ้งร้างการขับรถยนต์มาหลายปี ดีแลนมีคนขับรถให้แต่เมื่อมีนัดกะทันหัน เขาเลยจำเป็นต้องขับรถมาเอง “คุณจริงจังกับชีวิตเกินไป ผมเลยอยากให้คุณผ่อนคลายบ้าง” อดัมเกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่ต้องทำงานก็มีกิน เขาเลยใช้ชีวิตได้เต็มที่ ดีทว่าเขามีหัวธุรกิจ ถึงจะผลาญสมบัติของตระกูลไปบ้าง ก็ไม่ทำให้เทียร่าสะเทือน สาวสวยสามนางเดินมายืนขนาบข้างเขา ดีแลนขยับตัวหนี เขาส่งสายตาปราม เมื่อตนเองไม่ชอบผู้หญิงบริการเหล่านี้ “มาสนุกกันเถอะ สาวๆ พวกนี้ผมจัดไว้ให้คุณเลยนะ”
หลังจากแต่งงานได้ 2 ปี ในที่สุดเจียงเนี่ยนอันก็ตั้งครรภ์สักที ความดีอกดีใจของเธอแต่กลับแลกกับคำขอหย่าของสามี หลังจากการสมคบคิด เธอนอนในกองเลือด และต้องการขอร้องเขาให้ช่วยเด็กเอาไว้ แต่กลับไม่สามารถติดต่อกับอีกฝ่ายได้ ด้วยความสิ้นหวังเธอจึงออกจากประเทศไป ต่อมาในงานแต่งงานของเจียงเหนียนอัน คุณกู้เสียการควบคุมและคุกเข่าลง ดวงตาของเขาแดงก่ำ "มีลูกของฉัน แล้วเธออยากจะแต่งงานกับใครกัน?"
เพราะว่า...การช่วยตัวเอง...ในที่ทำงานมันผิด!! “โดนของจริงดีกว่าไหมครับ...แค่นิ้ว...มันคงไม่อาจจะสนองความต้องการของคุณได้” นี่จึงเป็นบทลงโทษที่เธอต้องรับมันไป...โทษฐานที่ทำให้ท่านประธานอย่างเขาจับได้...!!
หลินตงหยาง อายุ 27 ปี เติบโตมากับแม่เพียงสองคน ในวัยเด็กหลินตงหยางเคยมีพ่อผู้ให้กำเนิดแต่หลังจากที่พ่อได้งานใหม่ในเมืองหลวงพ่อที่เคยมีก็ไม่มีอีกแล้ว พ่อกลับมาหย่าขาดกับแม่ทันทีที่ไปทำงานในเมืองหลวงได้เพียง 2 เดือน ด้วยให้เหตุผลในการหย่าว่า แม่กับและเขาคือตัวถ่วงความเจริญในชีวิตพ่อ สาเหตุก็ไม่มีอะไรมากแค่พ่อหน้าตาหล่อเหลาและเป็นที่ถูกใจของลูกสาวหัวหน้างาน เพื่อตำแหน่งงานและความเป็นอยู่ที่สบายขึ้น พ่อเลือกที่จะทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ผ่านเรื่องยากลำบากมาด้วยกัน หย่าขาดกับภรรยาเพื่อไปแต่งงานใหม่ มีชีวิตใหม่ในเมืองหลวง โดยทิ้งคนข้างหลัง ทิ้งภรรยาที่เคยสาบานว่าจะอยู่ครองคู่กันตลอดไป ในปีที่เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย แม่ก็ล้มป่วยและจากเขาไปในที่สุด สาเหตุที่หลินตงหยางเสียชีวิต เพราะทำงานหนัก อาชีพโปรแกรมเมอร์ตัวเล็กๆ อย่างเขา ต้องพยายามทำงานให้ได้ตามที่หัวหน้าสั่งมา ในที่สุดเขาก็พัฒนาเกมกำลังภายในของบริษัทได้สำเร็จ หลินตงหยางนอนหลับไปด้วยความสบายใจ แต่ทว่าพอเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นี่ไม่ใช่คอนโดหรูย่านใจกลางเมืองปักกิ่ง หลังคามุงหญ้านี่คืออะไร มันควรจะเป็นเพดานสีขาวสิ เมื่อมองไปรอบๆ ห้องนี่คืออะไร นี่มันไม่ใช่ผนังที่ทำมาจากคอนกรีต มันคือดินเหนียว หลินตงหยางคิดว่าตัวเองฝันไป เขาหลับตาลงอีกครั้งแล้วลืมตาขึ้น ทุกอย่างยังเหมือนเดิม มารดามันเถอะ เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หลังจากแน่ใจแล้วว่าไมไ่ด้ฝัน ตอนนั้นเองเขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง และในหัวของเขามีภาพเหตุการณ์ของเด็กชายที่ชื่อเดียวกับเขา หลินตงหยาง อายุ 10 ขวบ เรื่องราวชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายไปของเด็กชาย ทำเอาหลินตงหยางกำมือแน่น ก่อนจะสบถออกมา “พ่อสารเลว เฉินซื่อเหม่ยชัดๆ” และตามมาด้วยเสียงร้องไห้ของน้องสาว สาเหตุที่เด็กชายหลินตงหยางเสียชีวิต เพราะถูกผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นย่าแย่งผักป่าและทุบตี ทั้งๆ ที่คนพวกนั้นได้ตัดขาดพับพวกเขาสามแม่ลูกแล้ว แต่ยังมิวายข่มเหงรังแก
© 2018-now MeghaBook
บนสุด